เกี่ยวกับกรมสรรพากรห้องข่าวบริการอิเล็กทรอนิกส์ความรู้เรื่องภาษีบริการข้อมูลอ้างอิงFAQ
หน้าหลักEnglishแผนผังเว็บไซท์แนะนำเว็บไซท์ ติดต่อกรมสรรพากร
ประมวลรัษฎากร
ข้อหารือภาษีอากร
คำพิพากษาฏีกา
 
 
     
 

กฏหมายที่เกี่ยวข้อง 

:

แพ่ง ตัวแทน (มาตรา 798)

วิธีพิจารณาความแพ่ง การมอบอำนาจ คำให้การ (มาตรา 47, 177)

ป. รัษฎากร ปิดอากรแสตมป์ตราสาร (มาตรา 118)

เลขที่คำพิพากษาฏีกา

:

3821/2538

เรื่อง 

:

สัญญาว่าจ้างให้เป็นตัวแทนดำเนินการติดต่อขอใบอนุญาตทำการประมงให้แก่เรือประมง

ฏีกา 

:

โจทก์   บริษัท พี.ที.ซาริ ดาร์ม่า อินดาห์จำกัด

จำเลย  ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิริอุดม กับพวก

     โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด  จดทะเบียนในประเทศอินโดนีเซีย โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายกำธร อุ่นหิรัญสกุล เป็นผู้ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 2  เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่  1 และจำเลยที่  3 ตกลงเข้ากันเพื่อจัดหาเรือประมงไปทำการประมงในเขตน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียด้วยประสงค์จะแบ่งโซนกำไรอันจะพึงได้จากการประมง จำเลยที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 3 เข้าทำสัญญาว่าจ้างให้โจทก์เป็นตัวแทนดำเนินการติดต่อขอใบอนุญาตทำการประมงให้แก่เรือประมงของจำเลยที่  1  หรือเรือที่จำเลยที่  1  จัดหามาในเขตน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซียจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระค่าบริการดังกล่าวแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 30,000 บาท ต่อเรือประมง 1 ลำ ที่ได้รับใบอนุญาต มีกำหนดระยะเวลา 8 เดือน ต่อมาโจทก์ดำเนินการติดต่อจนได้รับใบอนุญาตสำหรับเรือแดงศิริ เรือแดงมงคล และเรือศิริอุดม  59 ของจำเลยที่  3 จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าตอบแทนเป็นรายเดือนให้โจทก์ ลำละ30,000 บาท รวม 3 ลำ เป็นเงิน 90,000 บาท ต่อเดือน ทุกเดือนไป เป็นระยะเวลา 8เดือน  แต่จำเลยทั้งสามชำระค่าตอบแทนให้โจทก์เพียงเดือนแรกเดือนเดียว  ส่วนค่าตอบแทนอีก 7 เดือน เป็นเงิน 630,000 บาท จำเลยทั้งสามไม่ชำระโจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามใช้เงินจำนวน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

     จำเลยทั้งสามให้การว่า หนังสีอมอบอำนาจของโจทก์ นายกำธร อุ่นหิรัญสกุล ผู้รับมอบอำนาจมิได้ลงลายมือชื่อ หนังสือมอบอำนาจจึงไม่สมบูรณ์ ใช้บังคับไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 การตั้งตัวแทนของโจทก์ให้ดำเนินคดีย่อมเป็นการไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ต้องดำเนินการขอออกใบอนุญาตทำการประมงในประเทศอินโดนีเซีย  ใบผ่านน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียและประเทศที่เรือแล่นผ่าน  เช่น ประเทศมาเลเซีย  พร้อมใบอนุญาตของลูกเรือที่เข้าทำการประมง  แต่โจทก์ไม่สามารถขอใบอนุญาตต่างๆ ให้จำเลยตามข้อตกลงได้ และโจทก์นำคดีมาฟ้องก่อนวันครบกำหนดตามสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

     ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว   พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

    จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

    ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

    จำเลยทั้งสามฎีกา

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า   "ที่จำเลยทั้งสามฎีกาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ในประการแรกว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนเป็นการมอบหมายให้ตัวแทนกระทำกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ซึ่งกิจการอันใดกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ   การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย  ดังนั้นหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนจึงต้องลงลายมือชื่อผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจแต่หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายกำธร อุ่นหิรัญสกุล ฟ้องคดีแทนโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. 2 นายกำธรมิได้ลงชื่อไว้ หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 2 จึงไม่สมบูรณ์นายกำธรไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์นั้น เห็นว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย  จ.2  เมื่อโจทก์แต่ฝ่ายเดียวได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจให้นายกำธรกระทำกิจการติดตามทวงถามหนี้สินตลอดจนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามแทนโจทก์แล้ว แม้นายกำธรไม่ได้ลงชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจด้วย เพียงแต่มาเบิกความยืนยันว่าได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 ก็ตาม หนังสีอมอบอำนาจย่อมสมบูรณ์และมีผลให้บังคับได้ตามกฎหมาย  นายกำธรจึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

     ปัญหาที่จำเลยทั้งสามฎีกาในประการที่สองว่า  หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ตามเอกสารหมาย  จ.2  มิได้ปิดอากรแสตมป์จึงไม่สมบูรณ์ นายกำธรไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์นั้น เห็นว่าปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสามมิได้ยกขึ้นต่อสู้ ไว้ในคำให้การ จำเลยทั้งสามก็ยกขึ้นฎีกาได้ ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ทำขึ้นในต่างประเทศ มีการรับรองโดยโนตารีปับลิกและหัวหน้าฝ่ายกงสุล  เมืองจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย  รับรองอีกชั้นหนึ่งว่า ได้มีการจัดทำเอกสารขึ้นอย่างแท้จริง    หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวถือว่าถูกต้องตามกฎหมายประเทศดังกล่าวแล้ว ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมาย  นายกำธรมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

     ส่วนปัญหาที่จำเลยทั้งสามฎีกาในประการสุดท้ายว่า     โจทก์อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศอินโดนีเซีย   แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองถึงสถานะการเป็นนิติบุคคลมาแสดง  จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคล  เมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า  โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยจดทะเบียนในประเทศอินโดนีเซีย  มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการด้านประมง จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด  จดทะเบียนในประเทศอินโดนีเซีย  และมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขอออกใบอนุญาตในการทำการประมงภายในขอบข่ายงานการดำเนินการของบริษัทโจทก์กับเรือประมงต่างด้าว  เพื่อการประมงในเขตน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย  (อีซีแซด)ตามกฎหมายหรือไม่  จำเลยทั้งสามไม่ทราบ  และไม่ยอมรับว่าโจทก์สามารถที่จะทำได้คำให้การของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง   เพราะมิได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธไว้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสองไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท   ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลดามกฎหมาย   โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบถึงหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์อีก  ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว  ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

     พิพากษายืน

    (ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์  -  จองทรัพย์ เที่ยงธรรม  -  สมมาตร พรหมานุกูล)



NAVIGATOR:  อ้างอิง > คำพิพากษาฏีกา > 2538 > 2538/3821