เกี่ยวกับกรมสรรพากรห้องข่าวบริการอิเล็กทรอนิกส์ความรู้เรื่องภาษีบริการข้อมูลอ้างอิงFAQ
หน้าหลักEnglishแผนผังเว็บไซท์แนะนำเว็บไซท์ ติดต่อกรมสรรพากร
ประมวลรัษฎากร
ข้อหารือภาษีอากร
คำพิพากษาฏีกา
 
 
     
 

กฏหมายที่เกี่ยวข้อง 

:

พระราชบัญญัติ   ประมวลรัษฎากร   (ม.8,30(2),33)

ไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2524  (ข้อ 353)

เลขที่คำพิพากษาฏีกา

:

2344/2533

เรื่อง 

:

การประเมินและเรียกเก็บภาษีอากร

ฏีกา 

:

โจทก์   หจก. สุวิทย์มอเตอร์ 

จำเลย  กรมสรรพากร กับพวก 

    โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในรัฐบาล มีหน้าที่เกี่ยวกับการประเมินและเรียกเก็บภาษีอากรจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของห้างโจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2520 ถึง 2521 โดยกล่าวหาว่าโจทก์มีรายรับจากการขายเพิ่มขึ้นแล้วไม่นำลงบัญชีเพื่อเสียภาษีเงินได้ให้ถูกต้องเจ้าพนักงานประเมินใช้วิธีการประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์ โดยถือเอาราคาขายรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่ราคาสูงที่สุดมาถัวเฉลี่ยกับราคาขายรถยนต์ที่ราคาต่ำสุดไปคูณจำนวนคันที่โจทก์ขายในแต่ละปีได้ผลลัพธ์เป็นยอดขายทั้งหมดของรอบระยะเวลาบัญชีปีนั้นแล้วนำไปเปรียบเทียบกับยอดขายรถบรรทุกสิบล้อที่โจทก์ขายจริงและแสดงไว้ในงบการเงินและแบบ ภ.ง.ด. 5 ผลต่างที่ออกมาเจ้าพนักงานประเมินถือเป็นรายรับหรือยอดขายที่โจทก์มิได้นำมาลงบัญชีเพื่อเสียภาษีเงินได้แล้วประเมินให้โจทก์รับผิดเสียภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 1,563,655.09 บาท โจทก์เห็นว่าวิธีการประเมินของเจ้าพนักงานไม่ถูกต้องกับความเป็นจริงไม่ชอบด้วยเหตุผล และไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2525 ครั้นถึงวันที่ 19 มีนาคม 2527 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบโดยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้เหตุผลว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องตามกฎหมายและชอบแล้วเนื่องจากโจทก์ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกตามมาตรา 32 แห่งประมวลรัษฎากร จึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์วินิจฉัยต่อไปตามนัยมาตรา 33 แห่งประมวลรัษฎากรชี้ขาดให้โจทก์รับผิดชำระภาษีอากรเพิ่มเป็นเงิน 1,563,655.09 บาท ความจริงผู้ชำระบัญชีห้างโจทก์ไม่เคยได้รับหนังสือจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ทราบว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต้องการให้โจทก์ไปไต่สวนหรือนำพยานหลักฐานต่าง ๆ ไปแสดงต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์มิได้จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การส่งหมายเรียกหรือหนังสือของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวส่งให้บุคคลอื่นที่ยังมิได้บรรลุนิติภาวะเป็นผู้รับ โดยผู้ชำระบัญชีมิได้เป็นผู้รับหมายเรียกดังกล่าวที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกตามมาตรา 32 แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นข้อกล่าวอ้างที่ฟังไม่ขึ้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานประเมินภาษีอากร และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่เจ้าพนักงานประเมินมา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 ศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ที่ 4 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามเอกาสารท้ายคำให้การชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะโจทก์ยื่นแบบแสดงการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (แบบ ภ.ง.ด. 5) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2519, 2520 และ 2521 แสดงรายการเงินได้ต่ำกว่าที่ควรต้องยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2520 และ2521 ใหม่ แล้วแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบ โจทก์ไม่ชำระภาษี และเงินเพิ่มตามการประเมินภายในเวลาที่กำหนด และได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ในชั้นพิจารณาอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากร ให้หุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของโจทก์ไปพบเพื่อไต่สวน และให้ส่งเอกสารไปประกอบการพิจารณาโดยส่งหมายเรียกทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังนายอมร สิงห์สำเภาเสิศ หุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของโจทก์ บุคคลในบ้านของนายอมรเป็นผู้เซ็นรับหมายเรียกไว้แทนไว้โดยชอบแล้วตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 แต่โจทก์ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกโดยไม่ไปพบและส่งเอกสารตามหมายเรียก คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว จึงวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 30 (2) ประกอบกับมาตรา 33 แห่งประมวลรัษฎากร ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.2520 ถึง 2521 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีอากรเพิ่มจากที่โจทก์ได้เสียไว้แล้วอีก 1,563,655.09 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอธิบดีของจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 32 ถึงนายอมร สิงห์สำเภาเลิศ หุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของโจทก์ให้ไปพบคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมทั้งให้นำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัทตรีเพชร อีซูซุ จำกัดเกี่ยวกับการขายรถยนต์ไปประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยได้จัดส่งหมายเรียกดังกล่าวไปยังภูมิลำเนาของหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของโจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ มีนายวรพล สิงห์สำเภาเลิศ อายุ 16 ปี บุตรชายของหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของโจทก์เป็นผู้รับปรากฏตามใบตอบรับเอกสารหมาย ล.14 แต่หุ้นส่วนผู้จัดการและผู้รับชำระบัญชีของโจทก์ไม่ไปพบคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และมิได้ส่งเอกสารหมายเรียก คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้

    พิเคราะห์แล้ว ปัญหาในชั้นฎีกามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยส่งหมายเรียกให้โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และบทกฎหมายที่จะนำมาปรับแก่คดีจะต้องเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะส่งหมายเรียกนั้น ซึ่งประมวลรัษฎากรมาตรา 8 บัญญัติว่า

    "หมายเรียก หรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลในตามลักษณะนี้ จะให้นำไปส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกหรือจะส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้

    ถ้าให้นำไปส่ง เมื่อผู้ส่งไม่พบผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่ในบ้านหรือสำนักงานของผู้รับก็ได้ ฯลฯ

    เมื่อได้ส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้นให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว

    เห็นได้ว่า มาตรา 8 วรรคหนึ่งบัญญัติให้ส่งหมายเรียกได้ 2 วิธี คือวิธีให้นำไปส่ง และวิธีส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนผู้ส่งจะเลือกส่งโดยวิธีใดวิธีหนึ่งในสองวิธีดังกล่าวก็ได้ และวรรคบัญญัติถึงเรื่องการให้นำไปส่งโดยเฉพาะว่าในการส่งโดยวิธีให้นำไปส่งนั้น ถ้าไม่พบผู้รับจะส่งให้แก่บุคคลผู้บรรลุนะติภาวะแล้ว และอยู่ในบ้านหรือสำนักงานของผู้รับก็ได้ สำหรับการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนนั้น มาตรา 8 มิได้ระบุจะส่งให้แก่บุคคลผู้บรรลุนิติภาวะแล้วก็ได้ ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้รับ ดังนั้นการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนจึงต้องบังคับตามไปรษณีย์นิเทศ กรส่งหมายเรียกที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ซึ่งเป็นการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนอย่างหนึ่งจึงเป็นการส่งโดยวิธีการที่มาตรา 8อนุญาตให้กระทำได้ และต้องบังคับตามไปรษณีย์นิเทศเช่นเดียวกับการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนโดยทั่วไปหรือการส่งทางไปรษณีย์อย่างอื่น ๆ สำหรับไปรษณียนิเทศซึ่งใช้บังคับขณะจำเลยส่งหมายเรียกที่พิพาทกันในคดีนี้ก็คือไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2524 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 และมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 ข้อ 350 ของไปรษณีย์นิเทศฉบับนี้ กำหนดว่าไปรษณียภัณฑ์และพัสดุไปรษณีย์อาจนำจ่ายให้แก่ผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับก็ได้ ข้อ 350 กำหนดว่า ในกรณีนำจ่าย ณ ที่อยู่ของผู้รับ การสื่อสารแห่งประเทศไทยถือว่าบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้แทนของผู้รับคือบุคคลซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือหรือที่สำนักทำการงานของผู้รับ เจ้าหน้าที่รับรองหรือผู้ดูแลของโรงแรมหรืออาคารผู้ทำหน้าที่เวรส่ง หรือเวรรับรักษาการณ์ของสำนักงาน โรงเรียนและหน่วยทหาร ส่วนข้อ 353 กำหนดว่าไปรษณีย์ภัณฑ์และพัสดุไปรษณีย์ที่นำจ่ายให้แก่ผู้แทนของผู้รับให้ถือว่าได้นำจ่ายให้แก่ผู้รับแล้วนับแต่วันที่นำจ่าย ดังนั้นเมื่อนายวรพล สิงห์สำเภาเลิศบุตรชายของหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของโจทก์เป็นผู้รับหมายเรียกที่พิพาทกันในคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2526 ตามใบตอบรับเอกสารหมาย ล.14 จึงต้องถือว่านายอมร สิงห์สำเภาเลิศ หุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของโจทก์ได้รับหมายเรียกดังกล่าวแล้วโดยชอบเมื่อวันที่ 12พฤษภาคม 2526 นั้นเอง เมื่อนายอมรไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 30 (2) ประกอบกับมาตรา 33 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

    พิพากษายืน

    (ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล เดชา สุวรรณโณ อุดม เฟื่องฟุ้ง)



NAVIGATOR:  อ้างอิง > คำพิพากษาฏีกา > 2533 > 2533/2344