ขออภัยมีข้อจำกัดในการแสดงผล
รูปเส้นประเกี่ยวกับกรมสรรพากรรูปเส้นประห้องข่าวรูปเส้นประบริการอิเล็กทรอนิกส์รูปเส้นประความรู้เรื่องภาษีรูปเส้นประบริการข้อมูลรูปเส้นประอ้างอิงรูปเส้นประFAQ
รูปมุมซ้าย รูปมุมขวา
ค้นหาขั้นสูง
ความช่วยเหลือ
 


Untitled Document

 

เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. ....
(เพื่อให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถใช้สกุลเงินต่างประเทศ
ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล)

                   ด้วยกระทรวงการคลังได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (เพื่อให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถใช้สกุลเงินต่างประเทศในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล)เนื่องจากปัจจุบันได้มีการปรับปรุงมาตรฐานการบัญชี กรณีผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยกำหนดให้กิจการต้องกำหนดสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน และวัดผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินในสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลทำให้การจัดทำรายงานของประเทศไทยมีความเป็นสากล เพื่อให้การคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีดังกล่าว และลดภาระต้นทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในการจัดทำรายงานทางการเงิน สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณเงินตรา ทรัพย์สิน หนี้สินและสินค้าที่มีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

              ๑. สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา
                   สืบเนื่องจากประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุน โดยกำหนดเงื่อนไขในการคำนวณเงินตรา ทรัพย์สิน หนี้สิน และสินค้าซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่จะนำมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น จะต้องคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามอัตราที่กำหนด ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีไทย ฉบับที่ ๒๑ ที่สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Reporting Standards หรือ IFRS) ที่กำหนดให้กิจการต้องใช้สกุลเงินหลักที่ใช้ในการดำเนินงาน (Functional Currency หรือ FC) เป็นสกุลเงินที่ใช้บันทึกบัญชี ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ส่งเสริมให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปรับใช้มาตรฐานการบัญชีที่ปรับปรุงตาม IFRS ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔ อันเป็นการสร้างภาระให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งใช้สกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลเงินหลักในการดำเนินกิจการ ทำให้งบการเงินไม่สอดคล้องและไม่สะท้อนผลการดำเนินการที่แท้จริงของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บันทึกบัญชีเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งต้องคำนวณค่าหรือราคาเป็นสกุลเงินไทยในการคำนวณรายได้ รายจ่าย และกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

               ๒. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานั้น
                    เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการคำนวณรายได้ รายจ่าย และกำไรสุทธิในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ใช้สกุลเงินต่างประเทศ (FC) เป็นสกุลเงินหลักในการดำเนินงานและจัดทำบรรดาบัญชี หลักฐาน และเอกสารประกอบการลงบัญชี สามารถใช้สกุลเงินต่างประเทศดังกล่าวในการคำนวณรายได้ รายจ่าย และกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยไม่ต้องคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินสกุลบาทก่อน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของบริษัทโดยการบันทึกบัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกับผลดำเนินงานที่แท้จริง อีกทั้งช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มิได้ใช้เงินตราไทยเป็นสกุลเงินหลักในการดำเนินการ (FC)

               ๓. หลักการอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่จะตราขึ้น

                    ๓.๑ กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีเงินตรา ทรัพย์สิน หนี้สิน หรือราคาทุนของสินค้าซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ดังนี้
                     (๑) กรณีมีเงินตราหรือทรัพย์สินในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรืออัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และเมื่อใช้อัตราใดในการคำนวณแล้ว ให้ใช้อัตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้
                     (๒) กรณีมีหนี้สินในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรืออัตรา ถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และเมื่อใช้อัตราใดในการคำนวณแล้ว ให้ใช้อัตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้
                     (๓) กรณีมีเงินตราหรือทรัพย์สินที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
                     (๔) กรณีราคาทุนของสินค้าให้คำนวณเป็นเงินตราไทยในวันที่ได้สินค้านั้นมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
                    ๓.๒ กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความประสงค์จะใช้เงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราที่ใช้ในการดำเนินงาน (FC) อาจขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรก็ได้ และหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวมีเงินตรา ทรัพย์สิน หนี้สิน หรือราคาทุนของสินค้าซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราอื่นที่มิใช่เงินตราที่ใช้ในการดำเนินงาน (FC) ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราที่ใช้ในการดำเนินงาน (FC) ดังนี้
                     (๑) กรณีมีเงินตราหรือทรัพย์สินในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราที่ใช้ในการดำเนินงาน (FC) ตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรืออัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และเมื่อใช้อัตราใดในการคำนวณแล้ว ให้ใช้อัตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้
                     (๒) กรณีมีหนี้สินในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราที่ใช้ในการดำเนินงาน (FC) ตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรืออัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และเมื่อใช้อัตราใดในการคำนวณแล้ว ให้ใช้อัตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้
                     (๓) กรณีมีเงินตราหรือทรัพย์สิน ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราที่ใช้ในการดำเนินงาน (FC) ในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
                     (๔) กรณีราคาทุนของสินค้า ให้คำนวณเป็นเงินตราที่ใช้ในการดำเนินงาน (FC) ในวันที่ได้สินค้านั้นมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
                     (๕) กรณีธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนด ให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินเป็นเงินตราที่เป็นเงินตราที่ใช้ในการดำเนินงาน (FC) ตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้
                     (๖) ในการยื่นรายการและการชำระภาษีครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในช่วงระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี
                     (๗) ในการยื่นรายการและการชำระภาษีภายใน ๑๕๐ วันนับแต่สิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในช่วงระยะเวลา ๑๒ เดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี เว้นแต่รอบระยะเวลาบัญชีใดซึ่งมีน้อยกว่า ๑๒ เดือน ให้ให้คำนวณค่าเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในช่วงระยะเวลาของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
                     (๘) ผลขาดทุนหรือกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการใช้เงินตราต่างประเทศเป็นตราที่ใช้ในการดำเนินงาน (FC) ไม่ให้ถือเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

               ๔. ประเด็นที่จะรับฟังความคิดเห็นหรือร่างพระราชบัญญัติที่จะรับฟังความคิดเห็น
               ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ วันที่ 28 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560

 

 

 

clear-gif

WCAG 2.0 (Level AA)

Last update :
 Monday, August 21, 2017

 
รูปมุมซ้าย
หน้าหลักรูปเส้นประEnglishรูปเส้นประแผนผังเว็บไซต์รูปเส้นประแนะนำเว็บไซต์รูปเส้นประติดต่อกรมสรรพากรรูปเส้นประ


 
สงวนลิขสิทธิ์โดยกรมสรรพากร : Website Policy : Privacy Policy : Website Security Policy : Disclaimer
 
กรมสรรพากร 90 ซอยพหลโยธิน 7 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร. 1161