ขออภัยมีข้อจำกัดในการแสดงผล
ค้นหาขั้นสูง
ความช่วยเหลือ
พระบรมราโชวาท
คำสั่ง
วินัย/จรรยาบรรณ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อุทาหรณ์ก่อนทำผิด
บทความส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม
วีดีทัศน์ส่งเสริมคุณธรรม
ชมรมพุทธศาสตร์
แผนกลยุทธ์กรมสรรพากรใสสะอาด
แผนป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ใบสมัครรวมพลังแผ่นดิน
ใจไทยใสสะอาด
ผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ
เยาวชนไทยใสสะอาด
เชื่อมโยงเว็บไซต์ศูนย์ประสานราชการใสสะอาด
ติดต่อเรา
 

กฎ  ก.พ.

ฉบับที่ ๑๘  (พ.ศ. ๒๕๔๐)

ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ศ. ๒๕๓๕

ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา

 

--------------------------

 

           อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๕)  มาตรา ๑๐๒ วรรคเจ็ด  และมาตรา ๑๑๕ วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ศ. ๒๕๓๕   ก.พ. จึงออกกฎ  ก.พ.  ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีไว้  ดังต่อไปนี้

                      ข้อ ๑  กฎ  ก.พ. นี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบิกษาเป็นต้นไป

                      ข้อ ๒  เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรม  การสอบสวนพิจารณาข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๑๐๒ วรรคสอง  หรือข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีกรณีถูกกล่าวหาหรือมีเหตุอันสมควรสงสัยว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ  หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ราชการตามมาตรา ๑๑๕  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ  ก.พ. นี้

                      ข้อ ๓  การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน  ให้แต่งตั้งจากข้าราชการฝ่ายพลเรือนจำนวนอย่างน้อยสามคน  ประกอบด้วยประธานกรรมการซึ่งดำรงตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา  และกรรมการอย่างน้อยอีกสองคน  โดยให้กรรมการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

                      ในกรณีจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือนด้วยก็ได้  และให้นำข้อ ๘  ข้อ ๙  ข้อ ๑๐   ข้อ ๒๐   และข้อ  ๒๑   มาใช้บังคับโดยอนุโลม

          คณะกรรมการสอบสวนต้องมีผู้ดำรงตำแหน่งนิติกร  หรือผู้ได้รับปริญญาทางกฎหมาย  หรือผู้ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย  หรือผู้มีประสบการณ์ด้านการดำเนินการทางวินัยอย่างน้อยหนึ่งคน

                      เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว  แม้ภายหลังประธานกรรมการจะดำรงตำแหน่งระดับต่ำกว่าหรือเทียบได้ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา   ก็ไม่กระทบถึงการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ

                      ข้อ ๔  คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา  เรื่องที่กล่าวหา  ชื่อและตำแหน่งของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวนและผู้ช่วยเลขานุการ (ถ้ามี)  ทั้งนี้  ให้มีสาระสำคัญตามแบบ สว.๑  ท้ายกฎ  ก.พ. นี้

                      การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง  ไม่กระทบถึงการที่ได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง

                      ข้อ ๕  เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว  ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการดังต่อไปนี้

                                            (๑)   แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว  โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน  ในการนี้  ให้มอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับด้วยในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำสั่งหรือไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้  ให้ส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา  ณ  ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ  ในกรณีเช่นนี้  เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

                                            (๒)  ส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้คณะกรรมการสอบสวนและส่งหลักฐานการรับทราบหรือถือว่ารับทราบด้วย (๑)  พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาให้ประธานกรรมการ  และให้ประธานกรรมการลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน

                      ข้อ ๖  เมื่อได้รับเรื่องตามข้อ ๕ (๒) แล้ว  ให้ประธานกรรมการดำเนินการประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวนต่อไป

           ข้อ ๗  การประชุมคณะกรรมการสอบสวนต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด   จึงจะเป็นองค์ประชุม  เว้นแต่การประชุมตามข้อ ๑๕  และข้อ ๓๐  ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคนและไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด

                      การประชุมคณะกรรมการสอบสวนต้องมีประธานกรรมการอยู่ร่วมประชุมด้วย  แต่ในกรณีจำเป็นที่ประธานกรรมการไม่สามารถเข้าประชุมได้  ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทน

          การลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนให้ถือเสียงข้างมาก  ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

                      ข้อ ๘  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวน  ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

                                            (๑)  รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะกระทำการตามเรื่องที่กล่าวหา

                                            (๒)  มีประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่สอบสวน

                                            (๓)  มีสาเหตุโกรธเคืองผู้ถูกกล่าวหา

                                            (๔)  เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นคู่สมรส  บุพการี  ผู้สืบสันดาน  หรือพี่น้องร่วมบิดา  มารดา  หรือร่วมบิดาหรือมารดาของผู้กล่าวหา

                                            (๕)  มีเหตุอื่นซึ่งอาจทำให้การสอบสวนเสียความเป็นธรรม

                      การคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวน ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในเจ็ดวันนับแต่วันรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือวันทราบเหตุแห่งการคัดค้าน   โดยแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้านด้วยว่าจะทำให้การสอบสวนไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างไร  ในการนี้ ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนส่งสำเนาหนังสือคัดค้านและแจ้งวันที่ได้รับหนังสือคัดค้านดังกล่าวให้ประธานกรรมการทราบและรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย 

                      ในการพิจารณาเรื่องการคัดค้าน   ผู้ซึ่งถูกคัดค้านอาจทำคำชี้แจงได้  หากผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าหนังสือคัดค้านมีเหตุผลรับฟังได้  ให้สั่งให้ผู้ซึ่งคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน  หากเห็นว่าหนังสือคัดค้านไม่มีเหตุผลพอที่จะรับฟังได้ ให้สั่งยกคำคัดค้านนั้น โดยให้สั่งการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือคัดค้าน  ทั้งนี้  ให้แสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการดังกล่าวด้วย  พร้อมทั้งแจงให้ผู้คัดค้านทราบ  แล้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนโดยเร็ว  การสั่งยกคำคัดค้านให้เป็นที่สุด

                      ในกรณ๊ที่ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่สั่งการอย่างหนึ่งอย่างใด  ภายในสิบห้าวันตามวรรคสาม  ให้ถือว่าผู้ซึ่งถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวนและให้เลขานุการรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการตามข้อ ๑๐  ต่อไป

                      การพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน  ไม่กระทบถึงการสอบสวนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

                      ข้อ ๙  ในกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนเห็นว่าตนมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านตามข้อ ๘  วรรคหนึ่ง  ให้ผู้นั้นรายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน  และให้นำข้อ ๘  วรรคสาม  วรรคสี่  และวรรคห้า  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                      ข้อ ๑๐  ภายใต้บังคับข้อ ๓  เมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว  ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีเหตุอันสมควรหรือจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเพิ่มหรือลดจำนวนผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวน  ให้ดำเนินการได้โดยให้แสดงเหตุแห่งการสั่งนั้นไว้ด้วย  และให้นำข้อ ๕  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                      การเปลี่ยนแปลงผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง  ไม่กระทบถึงการสอบสวนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

                      ข้อ ๑๑  คณะกรรมการสอบสวนมีหน้าที่สอบสวนตามหลักเกณฑ์  วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดในกฎ  ก.พ. นี้  เพื่อแสวงหาความจริงในเรื่องที่กล่าวหาและดูแลให้บังเกิดความยุติธรรมตลอดกระบวนการสอบสวน  ในการนี้  ให้คณะกรรมการสอบสวนรวบรวมประวัติและความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเท่าที่จำเป็นเพื่อประกอบการพิจารณา  และจัดทำบันทึกประจำวันที่มีการสอบสวนไว้ทุกครั้งด้วย

                      ในการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน  ห้ามมิให้บุคคลอื่นเข้าร่วมทำการสอบสวน

                      ข้อ ๑๒  ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนภายในกำหนดระยะเวลาดังนี้

                                            (๑)  ดำเนินการประชุมตามข้อ ๖  และแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาตามข้อ ๑๔  ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ประธานกรรมการได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

                      (๒)  รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเท่าที่มีภายในหกสิบวันนับแต่วันวันที่ได้ดำเนินการตาม (๑)  แล้วเสร็จ

                                            (๓)  แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามข้อ ๑๕  ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (๒)  แล้วเสร็จ

                                            (๔)  รวบรวมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (๓)

                                            (๕)  ประชุมพิจารณาลงมติและทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (๔)  แล้วเสร็จ

           ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตาม (๑)  (๒)  (๓)  (๔)  หรือ  (๕)  ได้   ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานเหตุที่ทำให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน  ในกรณีเช่นนี้  ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งขยายระยะเวลาดำเนินการได้ตามความจำเป็นครั้งละไม่เกินหกสิบวัน

                      การสอบสวนเรื่องใดที่คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในสองร้อยเจ็บสิบวัน  ให้ประธานกรรมการรายงานเหตุให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนรายงานให้  อ.ก.พ.กระทรวง  ทราบ  เพื่อติดตามเร่งรัดการสอบสวนต่อไป

                      ข้อ ๑๓  การนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนให้กรรมการสอบสวนบันทึกไว้ด้วยว่าได้มาอย่างไร  จากผู้ใด  และเมื่อใด

                      เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในสำวนการสอบสวนให้ใช้ต้นฉบับ  แต่ถ้าไม่อาจนำต้นฉบับมาได้  จะใช้สำเนาที่กรรมการสอบสวนหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรับรองว่าเป็นสำเนาถูกต้องก็ได้

           ถ้าหาต้นฉบับเอกสารไม่ได้เพราะสูญหายหรือถูกทำลาย หรือโดยเหตุประการอื่นจะให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

                      ข้อ ๑๔  เมื่อได้พิจารณาเรื่องที่กลาวหาและวางแนวทางการสอบสวนตามข้อ ๖  แล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฎตามเรื่องที่กล่าวมาให้ทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด  เมื่อใด  อย่างไร  ในการนี้  ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาและมีสิทธิที่จะให้ถ้อยคำหรือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา  ตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๕

                      การแจ้งตามวรรคหนึ่ง  ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.๒  ท้ายกฎ ก.พ.นี้   โดยทำเป็นสองฉบับ  เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ  เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับและให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย

                      เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว  ให้คณะกรรมกาารสอบสวนถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่  อย่างไร

                      ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวเป็นความผิดวินัยกรณีใด  หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ  หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ  หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ  ตามมาตรา ๑๑๕  อย่างไร   หากผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ  ให้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพรวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี)  และสาเหตุแห่งการกระทำไว้ด้วย  ในกรณีเช่นนี้  คณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้  หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาโดยละเอียดจะทำการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้  แล้วดำเนินการตามข้อ ๓๐  และข้อ ๓๑  ต่อไป

                      ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแล้วดำเนินการตามข้อ ๑๕  ต่อไป

                      ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา  หรือไม่มารับทราบข้อกล่าวหา  ให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ  สว.๒  ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา  ณ  ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา   ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ  หรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ  พร้อมทั้งมีหนังสือสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่  การแจ้งข้อกล่าวหาในกรณีเช่นนี้  ให้ทำบันทึกสาระสำคัญตามแบบ สว.๒  เป็นสามฉบับ  เพื่อเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับโดยให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ  และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับเมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าว  แม้จะไม่ได้รับแบบ  สว.๒  คืน  ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบข้อกล่าวหาแล้ว  และให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามวรรคห้าต่อไป

                      ข้อ ๑๕  เมื่อได้ดำเนินการตามข้อ ๑๔  แล้ว  ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด  เมื่อใด  อย่างไร  และเป็นความผิดวินัยกรณีใดตามมาตราใด  หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ  หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ  หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา ๑๑๕  หรือไม่อย่างไร  แล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาโดยระบุข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานว่าเป็นความผิดกรณีใดตามมาตราใด  หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ  หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา ๑๑๕  อย่างไร  และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบ โดยระบุวัน  เวลา  สถานที่  และการกระทำที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหา  สำหรับพยานบุคคลจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้

                      การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่งให้ทำบันทึก มีสาระสำคัญตามแบบ สว.๓  ท้ายกฎ  ก.พ. นี้  โดยทำเป็นสองฉบับ  เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ  เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ  และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย

                      เมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้ว  ให้คะแนนกรรมการสอบสวนถามผู้ถูกกล่าวหาว่าจะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่  ถ้าผู้ถูกกล่าวหาประสงค์จะยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหายื่นคำชี้แจงภายในเวลาอันสมควร แต่อย่างช้าไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาและต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะให้ถ้อยคำเพิ่มเติม  รวมทั้งนำสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วย  ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ประสงค์จะยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือ  ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาโดยเร็ว

           การนำสืบแก้ข้อกล่าวหา  ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเอง  หรือจะอ้างพยานหลักฐานแล้วขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้

                      เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ   เสร็จแล้วให้ดำเนินการตามข้อ ๓๐  และข้อ ๓๑  ต่อไป

                      ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบหรือไม่มารับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา  ให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ  สว.๓  ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกล่าวหา  ณ  ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา   ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ  หรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ  พร้อมทั้งมีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง  นัดมาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา  การแจ้งในกรณีนี้  ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ  สว.๓  เป็นสามฉบับ  เพื่อเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ  ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับ   โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ   และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ  เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าว  แม้จะไม่ได้รับแบบ  สว.๓  คืน  หรือไม่ได้รับคำชี้แจงจากผู้ถูกกลาวหา  หรือผู้ถูกกล่าวหาไม่มาให้ถ้อยคำตามนัด  ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวได้ทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาแล้ว  และไม่ประสงค์ที่จะแก้ข้อกล่าวหา  ในกรณีเช่นนี้  คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนต่อไปก็ได้  หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม  จะสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้  แล้วดำเนินการตามข้อ ๓๐  และข้อ ๓๑  ต่อไป  แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหามาขอให้ถ้อยคำหรือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา  หรือขอนำสืบแก้ข้อกล่าวหาก่อนที่คณะกรรมการสอบสวนจะเสนอสำนวนการสอบสวนตามข้อ ๓๑ โดยมีเหตุอันสมควร  ให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาตามที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอ

                      ข้อ ๑๖  เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานตามข้อ ๑๕  เสร็จแล้ว  ก่อนเสนอสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ ๓๑  ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าจำเป็นจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ไห้ดำเนินการได้   ถ้าพยานหลักฐานที่ได้เพิ่มเติมมานั้นเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนสรุปพยานหลักฐานดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้เฉพาะพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่สนับสนุนข้อกล่าวหานั้น  ทั้งนี้  ให้นำข้อ ๑๕  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                      ข้อ ๑๗  ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งได้ยื่นคำชี้แจงหรือให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหาไว้แล้วมีสิทธิยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติม  หรือขอให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการสอบสวนก่อนการสอบสวนแล้วเสร็จ

                      เมื่อการสอบสวนแล้วเสร็จและยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชาคนใหม่ตามข้อ ๒๙  ผู้ถูกกล่าวหาจะยื่นคำชี้แจงต่อบุคคลดังกล่าวก็ได้  ในกรณีเช่นนี้ให้รับคำชี้แจงนั้นรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

                      ข้อ ๑๘  ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน  ต้องมีกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด  จึงจะสอบสวนได้

                      ข้อ ๑๙  ก่อนเริ่มสอบปากคำพยาน  ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้พยานทราบว่ากรรมการสอบสวนมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา  การให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อกรรมการสอบสวนอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย

           ข้อ ๒๐  ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน  ห้ามมิให้กรรมการสอบสวนผู้ใดกระทำการล่อลวง  ขู่เข็น  ให้สัญญาหรือกระทำการใดเพื่อจูงใจให้บุคคลนั้นให้ถ้อยคำอย่างใด ๆ

                      ข้อ ๒๑  ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน  ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ซึ่งจะถูกสอบปากคำเข้ามาในที่สอบสวนคราละหนึ่งคน  ห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่สอบสวน  เว้นแต่บุคคลซึ่งคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตให้อยู่ในที่สอบสวนเพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวน

                      การสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน  ให้บันทึกถ้อยคำมีสาระสำคัญตามแบบ สว.๔  หรือแบบ  สว.๕  ท้ายกฎ  ก.พ.  นี้  แล้วแต่กรณี   เมื่อได้บันทึกถ้อยคำเสร็จแล้วให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังหรือจะให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านเองก็ได้  เมื่อผู้ให้ถ้อยคำรับว่าถูกต้องแล้ว  ให้ผู้ให้ถ้อยคำและผู้บันทึกถ้อยคำลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน  และให้คณะกรรมการสอบสวนทุกคนซึ่งร่วมสอบสวนลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย  ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายหน้า  ให้กรรมการสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกหน้า

                      ในการบันทึกถ้อยคำ  ห้ามมิให้ขูดลบหรือบันทึกข้อความทับ  ถ้าจะต้องแก้ไขข้อความที่ได้บันทึกไว้แล้ว  ให้ใช้วิธีขีดฆ่าหรือตกเติม  และให้กรรมการสอบสวนผู้ร่วมสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่งที่ขีดฆ่าหรือตกเติม

                      ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยอมลงลายมือชื่อ  ให้บันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้น

                      ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้  ให้นำมาตรา ๙  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                      ข้อ ๒๒  ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเรียกบุคคลใดมาเป็นพยาน  ให้บุคคลนั้นมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำตามวัน  เวลา  และสถานที่ที่คณะกรรมการสอบสวนกำหนด

                      ในกรณีที่พยานมาแต่ไม่ให้ถ้อยคำหรือไม่มา หรือคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานไม่ได้ภายในเวลาอันสมควร  คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนพยานนั้นก็ได้  แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจำวันที่มีการสอบสวนตามข้อ ๑๑  และรายงานการสอบสวนตามข้อ ๓๑

                      ข้อ ๒๓  ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทำให้การสอบสวนล่าช้าโดยไม่จำเป็น  หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญ  จะงดการสอบสวนพยานหลักฐานนั้นก็ได้  แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจำวันที่มีการสอบสวนตามข้อ ๑๑  และรายงานการสอบสวนตามข้อ ๓๑

                      ข้อ ๒๔  ในกรณีที่จะต้องสอบสวนหรือรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งอยู่ต่างท้องที่ประธานกรรมการจะรายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการมอบหมายให้หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานในท้องที่นั้นสอบสวนหรือรวบรวมพยานหลักฐานแทนก็ได้  โดยกำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญที่จะต้องสอบสวนไปให้ ในกรณีเช่นนี้ให้หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานเลือกข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่เห็นสมควรอย่างน้อยอีกสองคนมาร่วมเป็นคณะทำการสอบสวน

                      ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง  ให้คณะทำการสอบสวนมีฐานเป็นคณะกรรมการสอบสวนตรมกฎ  ก.พ. นี้  และให้นำข้อ ๗ วรรคหนึ่ง   ข้อ ๑๑ วรรคสอง   ข้อ ๑๘   ข้อ ๑๙   ข้อ ๒๐   ข้อ ๒๑  หรือข้อ ๒๒  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                      ข้อ ๒๕  ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า  กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง  หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ  หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ  หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ  ในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน  ให้ประธานกรรมการรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยเร็ว  ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า  กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง  หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ  หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ  หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามรายงาน  ให้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน  โดยจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเป็นผู้ทำการสอบสวน  หรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ก็ได้  ทั้งนี้ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ  ก.พ.  นี้

                      ข้อ ๒๖  ในกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการพลเรือนผู้อื่น  ให้คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาในเบื้องต้นว่าข้าราชการพลเรือนผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่สอบสวนนั้นด้วยหรือไม่ถ้าเห็นว่าผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่สอบสวนนั้นอยู่ด้วยให้ประธานกรรมการรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณีโดยเร็ว

                      ในกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า  กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง  หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามรายงาน  ให้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเป็นผู้สอบสวน  หรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ก็ได้  ทั้งนี้  ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ  ก.พ.  นี้  กรณีเช่นนี้  ให้ใช้พยานหลักฐานที่ได้สอบสวนมาแล้วประกอบการพิจารณาได้

                      ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนโดยแยกเป็นสำนวนการสอบสวนใหม่  ให้นำสำเนาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในสำนวนการสอบสวนเดิมรวมในสำนวนการสอบสวนใหม่ หรือบันทึกให้ปรากฎว่านำพยานหลักฐานใดจากสำนวนการสอบสวนเดิมมาประกอบการพิจารณาในสำนวนการสอบสวนใหม่ด้วย

                      ข้อ ๒๗  ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนข้าราชการพลเรือนผู้ใดในเรื่องที่ผู้นั่นหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา ๑๑๕  และผู้บังคับบัญชาเห็นว่าการสอบสวนเรื่องนั้นมีมูลว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการทำการสอบสวนผู้นั้นตามมาตรา ๑๐๒  ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ  ก.พ. นี้  กรณีเช่นนี้คณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๑๐๒ จะนำสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๑๑๕  มาประกอบการพิจารณาก็ได้

                      ข้อ ๒๘  ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดหรือต้องรับผิดในคดีที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา   ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้ว  ให้ถือเอาคำพิพากษานั้นเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาโดยไม่ต้องสอบสวนพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา  แต่ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ  และแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามข้อ ๑๕ ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบด้วย

                      ข้อ ๒๙  ในระหว่างการสอบสวน  แม้จะมีการสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาไปอยู่นอกบังคับบัญชาของผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน  ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ  แล้วทำรายงานการสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน  เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามข้อ ๓๔   ข้อ ๓๕   ข้อ ๓๖   และข้อ ๓๗  และให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาคนใหม่ของผู้ถูกกล่าวหาเพื่อดำเนินการตามข้อ ๓๒ (๑)  หรือ (๒)  แล้วแต่กรณีต่อไป   ทั้งนี้  ให้ผู้บังคับบัญชาคนใหม่มีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องตามข้อ ๓๔   ข้อ ๓๕   ข้อ ๓๖   และข้อ ๓๗  ด้วย

                      ข้อ ๓๐  เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ  เสร็จแล้วให้ประชุมพิจารณาลงมติดังนี้

                                            (๑)  ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่  ถ้าผิดเป็นความผิดวินัยกรณีใด  ตามมาตราใด  และควรได้รับโทษสถานใด

                                            (๒)  ผู้ถูกกล่าวหาหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ  หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ  หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา ๑๑๕  หรือไม่  อย่างไร

                                            (๓)  กรณีมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง  แต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษปลดออกหรือไล่ออก  ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการตามมาตรา ๑๑๖ หรือไม่อย่างไร

                      ข้อ ๓๑  เมื่อได้ประชุมพิจารณาลงมติตามข้อ ๓๐ แล้ว  ให้คณะกรรมการสอบสวนทำรายงานการสอบสวนซึ่งมีสาระสำคัญตามแบบ  สว.๖  ท้ายกฎ  ก.พ.  นี้   เสนอต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรรมการสอบสวนผู้ใดมีความเห็นแย้ง  ให้ทำความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงานการสอบสวน  โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการสอบสวนด้วย

             รายงานการสอบสวนอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ  ดังนี้

                                            (๑)  สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีอย่างไรบ้าง  ในกรณีที่ไม่ได้สอบสวนพยานตามข้อ ๒๒  และข้อ ๒๓  ให้รายงานเหตุที่ไม่ได้สอบสวนนั้นให้ปรากฎไว้ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพ  ให้บันทึกเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี)  ไว้ด้วย

                                            (๒)  วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา

                                            (๓)  ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยหรือไม่  อย่างไร  ถ้าผิด  เป็นความผิดวินัยกรณีใดตามมาตราใด  และควรได้รับโทษสถานใด  หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ  หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ  หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา ๑๑๕  หรือไม่  อย่างไร  หรือมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง  แต่ถ้าสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษปลดออกหรือไล่ออก  ถ้าให้รับราชการ  ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการตามมาตรา ๑๑๖  หรือไม่  อย่างไร

                                            เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำรายงานการสอบสวนแล้ว  ให้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งสารบาญต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน  และให้ถือว่าการสอวนแล้วเสร็จ

                      ข้อ ๓๒  เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอสำนวนการสอบสวนมาแล้ว  ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสอบสวนตาม  ข้อ  ๓๔   ข้อ ๓๕   ข้อ ๓๖  และข้อ ๓๗  แล้วดำเนินการดังต่อไปนี้

                                            (๑)  ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดหรือไม่มีเหตุที่จะให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๕  สมควรยุติเรื่อง  หรือกระทำผิดที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง  ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควรโดยเร็ว

                      (๒)  ในกรณีที่จะต้องส่งเรื่องให้  อ.ก.พ.กระทรวง   อ.ก.พ.กรม  หรือ  อ.ก.พ.จังหวัด  พิจารณาตามมาตรา ๑๐๔  วรรคสอง (๑)  (๒)   หรือ  (๓)    มาตรา ๑๑๕  หรือ  มาตรา ๑๑๖   ให้ผู้มีอำนาจตามมาตราดังกล่าวดำเนินการโดยไม่ชักช้า  และให้  อ.ก.พ.กระทรวง  อ.ก.พ.กรม  หรือ  อ.ก.พ.จังหวัด  พิจารณาโดยเร็ว

                      ข้อ ๓๓  ในกรณีที่ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน  หรือผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๐๒   มาตรา ๑๐๙  วรรคสอง   มาตรา ๑๑๕  หรือ  อ.ก.พ.กระทรวง   อ.ก.พ.กรม   อ.ก.พ.จังหวัด  แล้วแต่กรณี  เห็นสมควรให้สอบสวนเพิ่มเติมประการใด  ให้กำหนดประเด็น  พร้อมทั้งส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น

           ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมไม่อาจทำการสอบสวนได้  หรือผู้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมเห็นเป็นการสมควร  จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่ขึ้น  ทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้  ในกรณีเช่นนี้ให้นำข้อ ๓  และข้อ ๔  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                      ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  เมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว  ให้ส่งพยานหลักฐานที่ได้จากการสอบสวนเพิ่มเติมไปให้ผู้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมโดยไม่ต้องทำความเห็น

                      ข้อ ๓๔  ในกรณีที่ปรากฏว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่ถูกต้องตามข้อ ๓  ให้การสอบสวนทั้งหมดเสียไป  ในกรณีเช่นนี้  ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๐๒   มาตรา ๑๐๙  วรรคสาม   หรือมาตรา ๑๑๕   แล้วแต่กรณี   แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ให้ถูกต้อง

                      ข้อ ๓๕  ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้อง  ให้การสอบสวนตอนนั้นเสียไปเฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้

                                            (๑)  การประชุมของคณะกรรมการสอบสวนมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๗ วรรคหนึ่ง  

                                            (๒)  การสอบปากคำบุคคลดำเนินการไม่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๑ วรรคสอง  ข้อ ๑๘  ข้อ ๒๐  ข้อ ๒๑ วรรคหนึ่ง  หรือข้อ ๒๔

                      ในกรณีเช่นนี้  ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๐๒   มาตรา ๑๐๙ วรรคสาม   มาตรา ๑๑๕  หรือ  อ.ก.พ.กระทรวง  อ.ก.พ.กรม   อ.ก.พ.จังหวัด  แล้วแต่กรณี  สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว

                      ข้อ ๓๖  ในกรณีที่ปรากฏว่าคณะกรรมการสอบสวนไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา  หรือไม่ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา  หรือไม่มีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง  หรือนัดมาให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามข้อ ๑๕  ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๐๒  มาตรา ๑๐๙ วรรคสาม  มาตรา ๑๑๕  หรือ  อ.ก.พ.กระทรวง  อ.ก.พ.กรม  อ.ก.พ.จังหวัด  แล้วแต่กรณี  สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ถูกต้องโดยเร็ว  และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงให้ถ้อยคำ  และนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๕  ด้วย

                      ข้อ ๓๗  ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องตามกฎ  ก.พ. นี้  นอกจากที่กำหนดไว้ในข้อ ๓๔  ข้อ ๓๕  และข้อ ๓๖   ถ้าการสอบสวนตอนนั้นเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม  ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๐๒   มาตรา ๑๐๙ วรรคสาม  มาตรา ๑๑๕  หรือ  อ.ก.พ.กระทรวง   อ.ก.พ.กรม   อ.ก.พ.จังหวัด  แล้วแต่กรณี  สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือดำเนินการตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว  แต่ถ้าการสอบสวนตอนนั้นมิใช่สาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม  ผู้มีอำนาจดังกล่าว      จะสั่งให้แก้ไขหรือดำเนินการให้ถูกต้องหรือไม่ก็ได้

                      ข้อ ๓๘  การนับระยะเวลาตามกฎ  ก.พ.นี้  สำหรับเวลาเริ่มต้นให้นับวัดถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับระยะเวลา  แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลาให้นับวันต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิมเป็นวันเริ่มระยะเวลาที่ขยายออกไป  ส่วนเวลาสุดสิ้น  ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการ  ให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา

                      ข้อ ๓๙  ในกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนวันที่กฎ  ก.พ. นี้ใช้บังคับให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ.  ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ.๒๕๒๘)  ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ศ.๒๕๑๘  ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณาต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ  ส่วนการพิจารณาสั่งการของผู้มีอำนาจตามมาตรา ๑๐๒   มาตรา ๑๐๙ วรรคสาม  มาตรา ๑๑๕  มาตรา ๑๑๖  หรือ  อ.ก.พ.กระทรวง   อ.ก.พ.กรม   อ.ก.พ.จังหวัด  แล้วแต่กรณี  ให้ดำเนินการตามกฎ  ก.พ. นี้

 

                      ให้ไว้    ณ    วันที่  ๑  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๐

 

 

                      พลเอก   ชวลิต    ยงใจยุทธ

                                  (ชวลิต  ยงใจยุทธ)

                                 นายกรัฐมนตรี

                                   ประธาน ก.พ.

 

หมายเหตุ   ๑.  นำส่งโดยหนังสือสำนักงาน  ก.พ.  ที่ นร ๐๗๐๙.๒/ว ๑๘  วันที่  ๑๒  กันยายน  ๒๕๔๐

                ๒.  ประกาศราชกิจจานุเบิกษา  ฉบับกฤษฎีกา  เล่ม ๑๑๔  ตอนที่ ๔๒ ก  วันที่ ๑ กันยายน  ๒๕๔๐

space
Last update : Tuesday, August 9, 2005
Navigator :  ศูนย์ประสานราชการใสสะอาด > วินัย/จรรยาบรรณ