ขออภัยมีข้อจำกัดในการแสดงผล
ค้นหาขั้นสูง
ความช่วยเหลือ
พระบรมราโชวาท
คำสั่ง
วินัย/จรรยาบรรณ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อุทาหรณ์ก่อนทำผิด
บทความส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม
วีดีทัศน์ส่งเสริมคุณธรรม
ชมรมพุทธศาสตร์
แผนกลยุทธ์กรมสรรพากรใสสะอาด
แผนป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ใบสมัครรวมพลังแผ่นดิน
ใจไทยใสสะอาด
ผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ
เยาวชนไทยใสสะอาด
เชื่อมโยงเว็บไซต์ศูนย์ประสานราชการใสสะอาด
ติดต่อเรา
 

พระราชบัญญัติ

ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

.ศ. 2542

------------------------

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่  8  พฤศจิกายน  2542

เป็นปีที่  54  ในรัชกาลปัจจุบัน

 

               พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

               โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

               จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  ให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา  ดังต่อไปนี้

 

               มาตรา  1  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า  “ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ”

 

               มาตรา  2  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

               มาตรา  3  ให้ยกเลิก

                                   ( 1 )  พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

พ.ศ. 2518

                                   ( 2 )  พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ( ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2530

                                   ( 3 )  พระราชบัญญัติการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2539

 

               มาตรา  4  ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

                                   “ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ”  หมายความว่า  ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีตำแหน่ง  หรือเงินเดือนประจำ  พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ  ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่  และให้หมายความรวมถึงกรรมการ  อนุกรรมการ  ลูกจ้างของส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจ  หรือหน่วยงานของรัฐ  และบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย  ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ  รัฐวิสาหกิจ  หรือกิจการอื่นของรัฐ    

                                   “ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ”  หมายความว่า

                                      ( 1 )  นายกรัฐมนตรี

                                      ( 2 )  รัฐมนตรี

                                      ( 3 )  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

                                      ( 4 )  สมาชิกวุฒิสภา

                                      ( 5 )  ข้าราชการการเมืองอื่นนอกจาก  ( 1 )  และ  ( 2 )  ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง

                                      ( 6 )  ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

                                      ( 7 ) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพ มหานคร

                                      ( 8 )  ผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลนคร

                                      ( 9 )  ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ที่มีรายได้หรืองบประมาณไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                                   “ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ”  หมายความว่า  ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม  ทบวงหรือกระทรวง  สำหรับข้าราชการพลเรือน ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพ หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุด  สำหรับข้าราชการทหาร  ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร  กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ  หัวหน้าหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล  หรือผู้ดำรงตำแหน่งตามที่กฎหมายอื่นบัญญัติ

                                   “ ผู้เสียหาย ”  หมายความว่า  ผู้เสียหายจากการกระทำอันเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ  การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา  หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น

                                   “ ผู้ถูกกล่าวหา ”  หมายความว่า  ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาหรือมีพฤติการณ์ปรากฏแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า  ได้กระทำการอันเป็นมูลที่จะนำไปสู่การถอดถอนจากตำแหน่งการดำเนินคดีอาญา  การขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน  หรือการดำเนินการทางวินัย  ตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้  และให้หมายความรวมถึงตัวการ  ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนในการกระทำดังกล่าวด้วย

                                   “ ประธานกรรมการ ”  หมายความว่า  ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

                                   “ กรรมการ ”  หมายความว่า  กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

                                   “ อนุกรรมการ ”  หมายความว่า  อนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

                                   “ เลขาธิการ ”  หมายความว่า  เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

                                   “ พนักงานเจ้าหน้าที่ ”  หมายความว่า  เลขาธิการ  และข้าราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  และให้หมายความรวมถึงข้าราชการ  หรือพนักงานซึ่งมาช่วยราชการในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

                                   “ ทุจริตต่อหน้าที่ ”  หมายความว่า  ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตน มิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น  หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่  ทั้งนี้  เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น

                                   “ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ”  หมายความว่า  การที่ทรัพย์สินหรือหนี้สินในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยื่นเมื่อพ้นจากตำแหน่งมีการเปลี่ยนแปลงไปจากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้ยื่นเมื่อเข้ารับตำแหน่งในลักษณะที่ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ  หรือหนี้สินลดลงผิดปกติ

                                   “ ร่ำรวยผิดปกติ ”  หมายความว่า  การมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ  หรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ  หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร  สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่  หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่

 

               มาตรา  5  ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้  และให้มีอำนาจออกประกาศหรือระเบียบแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

                                   ประกาศและระเบียบตามวรรคหนึ่งที่มีผลเป็นการทั่วไปเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด  1

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

-------------------------------

 

                                   มาตรา  6  ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเรียกโดยย่อว่า “ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ”  ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

 

                                   มาตรา  7  การสรรหาและการเลือกกรรมการให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

                                                      (1)  ให้ประธานวุฒิสภาจัดให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการจำนวนสิบห้าคน  ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา  ประธานศาลรัฐธรรมนูญ  ประธานศาลปกครองสูงสุด  อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือเจ็ดคน  ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคละหนึ่งคนซึ่งเลือกกันเองให้เหลือห้าคน  และให้คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่สรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสิบแปดคนเสนอต่อประธานวุฒิสภา  โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น  ทั้งนี้  ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว  มติในการเสนอชื่อต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

                                                      (2)  ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติเลือกบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อในบัญชีตาม  (1)  ซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ  ในการนี้ให้บุคคลซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ  แต่ถ้าผู้ได้รับเลือกที่ได้คะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภามีจำนวนไม่ครบเก้าคนให้นำรายชื่อของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อที่เหลืออยู่ทั้งหมดมาให้สมาชิกวุฒิสภาออกเสียงลงคะแนนเลือกอีกครั้งหนึ่งต่อเนื่องกันไป  และในกรณีนี้  ให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงลงไปตามลำดับจนครบจำนวนเป็นผู้ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการ  ถ้ามีผู้ได้รับคะแนนเท่ากันในลำดับใดอันเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับเลือกเกินเก้าคน  ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือก

                                                       ให้ผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตาม (2) ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ  แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ

                                                       ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการ

 

                                   มาตรา  8  ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการต้องเป็นผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริต  เป็นที่ประจักษ์มีคุณสมบัติตามมาตรา  9  และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  10

 

                                   มาตรา  9  ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

                                                      (1)  มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

                                                      (2)  มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปีบริบูรณ์

                                                      (3)  เคยเป็นรัฐมนตรี  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  กรรมการการเลือกตั้ง  ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  หรือรับราชการ  หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุด  อธิบดีหรือเทียบเท่า  หรือดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าศาสตราจารย์

 

                                  มาตรา  10  ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

                                                      (1)  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  ข้าราชการการเมือง  สมาชิกสภาท้องถิ่น  หรือผู้บริหารท้องถิ่น

                                                      (2)  เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะสามปีก่อนวันได้รับการเสนอชื่อ

                                                      (3) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  กรรมการการเลือกตั้ง  ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ตุลาการศาลปกครอง  หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

                                                      (4)  วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

                                                      (5)  เป็นภิกษุ  สามเณร  นักพรต  หรือนักบวช

                                                      (6)  ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล  หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

                                                      (7) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

                                                      (7)  ติดยาเสพติดให้โทษ

                                                      (9)  เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี

                                                    (10)  ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยของศาล

                                                    (11) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไป  โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันได้รับการเสนอชื่อ  เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

                                                   (12) เคยถูกไล่ออก  ปลดออก  หรือให้ออกจากราชการ  หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ  เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการราชการ

                                                    (13) เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน  เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

                                                    (14)  อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา  34  และมาตรา  41

                                                    (15)  เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งและยังไม่พ้นกำหนดห้าปีนับแต่วันที่วุฒสภามีมติจนถึงวันได้รับการเสนอชื่อ

 

                                   มาตรา  11  ผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการต้อง

                                                        (1)  ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

                                                        (2) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือราชการส่วนท้องถิ่น  หรือไม่เป็นกรรมการ  หรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือของหน่วยงานของรัฐ

                                                        (3) ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน  บริษัท  หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน  หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด

                                                        (4)  ไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด

                                   เมื่อวุฒิสภาเลือกบุคคลตาม  ( 1 )  ( 2 )  ( 3 )  หรือ  ( 4 )  โดยได้รับความยินยอมของบุคคลนั้น  ผู้ได้รับเลือกจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อได้ลาออกจากการเป็นบุคคลตาม  ( 1 )  ( 2 ) หรือ  ( 3 )  หรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนเลิกประกอบวิชาชีพอิสระตาม  ( 4 )  แล้ว  ซึ่งต้องกระทำภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือก  แต่ถ้าผู้นั้นมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กำหนด  ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยรับเลือกให้เป็นกรรมการ  และให้นำบทบัญญัติมาตรา 14  มาใช้บังคับ

 

                                    มาตรา  12  กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่ตั้งและให้ดำรงตำแหน่ง ได้เพียงวาระเดียว

                                    กรรมการซึ่งพ้นจากตำแน่งตามวาระต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่

 

                                    มาตรา  13  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา  12  กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

                                                        ( 1 )  ตาย

                                                        ( 2 ) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์

                                                        ( 3 )  ลาออก

                                                        ( 4 )  ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9    หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 10

                                                        ( 5 )  กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 11

                                                        ( 6 )  วุฒิสภามีมติให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 16

                                                        ( 7 )  ต้องคำพิพากษาให้จำคุก

                                    เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง  ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้และให้ถือว่า  คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่

 

                                   มาตรา  14  เมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่ง  ให้เริ่มดำเนินการตามมาตรา  7  ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง

                                   ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา  13  ให้นำบทบัญญัติมาตรา  7  มาใช้บังคับโดยอนุโลม  ในกรณีนี้  ให้คณะกรรมการสรรหาจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิเป็นจำนวนสองเท่าของผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งต่อประธานวุฒิสภา

                                   ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งในระหว่างที่อยู่นอกสมัยประชุมของรัฐสภา  ให้ดำเนินการตามมาตรา  7  ภายในสามสิบวันนับแต่วันเปิดสมัยประชุมของรัฐสภา

 

                                   มาตรา  15  ให้กรรมการมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน  คู่สมรส  และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  ต่อประธานวุฒิสภาเมื่อเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง  และให้นำบทบัญญัติมาตรา  32  มาตรา  33  มาตรา  35  วรรคหนึ่งและวรรคสาม  มาตรา  41  และมาตรา  119  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                                   มาตรา  16  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาว่ากรรมการผู้ใดกระทำการขาดความเที่ยงธรรม  จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย  หรือมีพฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง  และขอให้วุฒิสภามีมติให้พ้นจากตำแหน่งได้

                                  มติของวุฒิสภาให้กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่งต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

 

                                  มาตรา  17  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  หรือสมาชิกของทั้งสองสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ากรรมการผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ  กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่  หรือการะทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

                                 คำร้องขอตามวรรคหนึ่งต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว  กระทำการตามวรรคหนึ่งเป็นข้อ ๆ  ให้ชัดเจนและให้ยื่นต่อประธานวุฒิสภา  เมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องแล้ว  ให้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาพิพากษา

                                 ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับคำร้อง  กรรมการผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้นมิได้  จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ยกคำร้องดังกล่าว

                                  การดำเนินคดีในชั้นศาลให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

                          มาตรา  18  เงินเดือน  เงินประจำตำแหน่ง  และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานกรรมการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

หมวด  2

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

-------------------------------

 

                                    มาตรา  19  คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

                                    (1) ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อวุฒิสภาตามหมวด  5  การถอดถอนจากตำแหน่ง

                                    (2) ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเพื่อส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามหมวด  6  การดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา  308  ของรัฐธรรมนูญ

                                    (3) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ  กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

                                    (4) ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ  รวมทั้งตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามหมวด  3  การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน

                                     (5) กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งและชั้นหรือระดับของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน

                                    (6) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ  และการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

                                     (7) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี  สภาผู้แทนราษฎร  และวุฒิสภา  ทุกปี  และนำรายงานนั้นออกพิมพ์เผยแพร่ต่อไป

                                     (8)  เสนอมาตรการ  ความเห็น  หรือข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี  รัฐสภา  ศาล  หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ  หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจ  หรือหน่วยงานของรัฐ  เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่  การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ  หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

                                    (9) ดำเนินการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ยกเลิก  หรือเพิกถอนสิทธิ หรือเอกสารสิทธิที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้อนุมัติ หรืออนุญาตให้สิทธิประโยชน์ หรือออกเอกสารสิทธิแก่บุคคลใดไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย  หรือระเบียบของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการ 

                                  (10) ดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์  สุจริต  รวมทั้งดำเนินการให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

                                  (11)  ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งเลขาธิการ

                                  (12)  แต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

                                  (13) ดำเนินการอื่นตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้บัญญัติหรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

 

                                    มาตรา  20  การประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด  จึงจะเป็นองค์ประชุม  แต่องค์ประชุมในการพิจารณาและวินิจฉัย  หรือให้ความเห็นชอบต้องประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

 

                                   มาตรา  21  การประชุมให้เป็นไปตามระเบียบการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด

                                   การนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งให้กรรมการทุกคนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวันเว้นแต่กรรมการนั้นจะได้ทราบการบอกนัดในที่ประชุมแล้ว  กรณีดังกล่าวนี้จะทำหนังสือแจ้งนัดเฉพาะกรรมการที่ไม่ได้มาประชุมก็ได้

                                   บทบัญญัติในวรรคสองมิให้นำมาใช้บังคับในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนซึ่งประธานกรรมการจะนัดประชุมเป็นอย่างอื่นก็ได้

                                   มาตรา  22  ประธานกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการประชุม  และเพื่อรักษาความเรียบร้อยในการประชุม  ให้ประธานกรรมการมีอำนาจออกคำสั่งใด ๆ ตามความจำเป็นได้

                                   ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม

 

                                   มาตรา  23  การลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก  เว้นแต่การลงมติในการวินิจฉัยหรือให้ความเห็นชอบตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้  ประธานในที่ประชุมและกรรมการต้องลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติ  โดยมติของที่ประชุมต้องไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

                                   กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน  ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

                                   มาตรา  24  ในการประชุมต้องมีรายงานการประชุมเป็นหนังสือ

                                   ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม  และถ้ากรรมการฝ่ายข้างน้อยเสนอความเห็นแย้งเป็นหนังสือก็ให้บันทึกไว้ด้วย

 

                                   มาตรา  25  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้คณะกรรมการ   ป.ป.ช. มีอำนาจดังต่อไปนี้

                                   ( 1 )  มีคำสั่งให้ข้าราชการ  พนักงาน  หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือราชการส่วนท้องถิ่น  ปฏิบัติการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ   ป.ป.ช.  หรือเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด  หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ให้ถ้อยคำเพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวนข้อเท็จจริง

                                   ( 2 )  ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้าไปในเคหสถาน  สถานที่ทำการหรือสถานที่อื่นใด  รวมทั้งยานพาหนะของบุคคลใด ๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกหรือในระหว่างเวลาที่มีการประกอบกิจการเพื่อตรวจสอบ  ค้น  ยึด  หรืออายัด  เอกสาร  ทรัพย์สิน  หรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไต่สวนข้อเท็จจริง  และหากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จในเวลาดังกล่าวให้สามารถดำเนินการต่อไปได้จนกว่าจะแล้วเสร็จ

                                   ( 3 )  มีหนังสือขอให้หน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  ราชการส่วนท้องถิ่น  หรือหน่วยงานเอกชนดำเนินการเพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติหน้าที่  การไต่สวนข้อเท็จจริง  หรือการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

                                   ( 4 )  วางระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง  ค่าเดินทางและค่าตอบแทนของพยานบุคคล  และเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเรื่องอื่นใดเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

                                   ( 5 )  วางระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินสินบนตามมาตรา  30

 

                                   มาตรา  26  ในการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีอำนาจดังต่อไปนี้

                                   (1) แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด  และเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ

                                   ( 2 )  ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อให้มีการจับและควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาซึ่งระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ได้มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล  เพื่อส่งตัวไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการต่อไป

 

                                   มาตรา  27  การปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้  ให้ประธานกรรมการ  กรรมการ  หรือเลขาธิการซึ่งประธานกรรมการมอบหมาย  มีอำนาจลงนามในหนังสือเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้

 

                                   มาตรา  28  ในกรณีที่ประธานกรรมการมีหน้าที่ต้องดำเนินการใด ๆ  นอกจากการดำเนินการประชุม  และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นการชั่วคราว  ให้กรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานกรรมการแทน

 

                                   มาตรา  29  ในกรณีที่กรรมการ  อนุกรรมการ  หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องใด ๆ  ห้ามมิให้ผู้นั้นเข้าร่วมในการไต่สวนข้อเท็จจริงพิจารณาหรือวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว

 

                                   มาตรา  30  ในการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีที่มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ  หรือการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินหรือหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  หากผู้ใดชี้ช่อง  แจ้งเบาะแส  หรือให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกตรวจสอบ  รวมทั้งตัวการ  ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  และการชี้ช่อง  แจ้งเบาะแสหรือให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นผลให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ  หรือทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยคำสั่งถึงที่สุดของศาลแล้ว  ให้ผู้นั้นได้เงินสินบนตามระเบียบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  กำหนด

 

                                มาตรา  31  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้  ให้ประธานกรรมการ  กรรมการ  อนุกรรมการ  และพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

หมวด  3

การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน

ส่วนที่  1

การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

-----------------------------

 

                                   มาตรา  32  ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน  คู่สมรส  และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชีดังกล่าวตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ประกาศกำหนด  ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง

                                   ทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องแสดงรายการให้รวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สินในต่างประเทศและทรัพย์สินที่มิได้อยู่ในความครอบครองของผู้ยื่น  คู่สมรส  และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย

                                   ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามวรรคหนึ่งผู้ใดดำรงตำแหน่งทางการเมืองมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง  ให้ผู้นั้นแยกการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทุกตำแหน่ง ตามระยะเวลาการยื่นบัญชีที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งนั้น ๆ

 

                                   มาตรา  33  การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา  32  ให้ยื่นพร้อมเอกสารประกอบซึ่งเป็นสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว  รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา  โดยผู้ยื่นจะต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องกำกับไว้ในบัญชีและสำเนาหลักฐานที่ยื่นไว้ทุกหน้า  พร้อมทั้งจัดทำรายละเอียดของเอกสารประกอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นด้วย  และต้องยื่นภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

                                   (1)  ในกรณีที่เป็นการเข้ารับตำแหน่ง  ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง

                                   (2)  ในกรณีที่เป็นการพ้นจากตำแหน่ง  ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง

                                   (3)  ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งได้ยื่นบัญชีไว้แล้ว  ตายในระหว่างดำรงตำแหน่งหรือก่อนยื่นบัญชีหลังจากพ้นตำแหน่ง  ให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดกยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่ในวันที่ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นตายภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ดำรงตำแหน่งตาย

                                   ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งพ้นจากตำแหน่ง  นอกจากต้องยื่นบัญชีตาม  (2)  แล้ว  ให้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอีกครั้งหนึ่งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปีด้วย

 

                                   มาตรา  34  ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ภายในเวลาที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้กำหนดหรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ  หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ  ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน  หรือนับแต่วันที่ตรวจพบว่ามีการกระทำดังกล่าว  แล้วแต่กรณี  และห้ามมิให้ผู้นั้นดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง  ในการนี้  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. 

เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด  และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ  หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ  ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองที่ดำรงอยู่  แต่ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปในตำแหน่งดังกล่าว

 

มาตรา  35  เมื่อได้รับบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามมาตรา 33  แล้ว  ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งประธานกรรมการมอบหมายลงลายมือชื่อกำกับไว้ในบัญชีทุกหน้า

                                   บัญชีและเอกสารประกอบตามวรรคหนึ่งของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี  ให้เปิดเผยให้

สาธารณชนทราบโดยเร็ว  แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นบัญชีดังกล่าว  บัญชีของผู้ดำรงตำแหน่งอื่นห้ามมิให้เปิดเผยแก่ผู้ใด  เว้นแต่การเปิดเผยดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาพิพากษาคดีหรือการวินิจฉัยชี้ขาด  และได้รับการร้องขอจากศาลหรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

                                   ให้ประธานกรรมการจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.  เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวโดยเร็ว

 

                                   มาตรา  36  ในกรณีที่มีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเพราะเหตุที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดพ้นจากตำแหน่งหรือตาย  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ทำการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้นั้นแล้วจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและประกาศรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา

 

                                   มาตรา  37  ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดพ้นจากตำแหน่งหรือตายและปรากฏว่าผู้นั้นหรือทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้นั้นจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีอำนาจทำการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือของกองมรดกได้โดยไม่ต้องอาศัยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่จะต้องยื่นตามมาตรา  33 (2)  และ (3)  ทั้งนี้  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ทำการเปรียบเทียบทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่ในวันที่พ้นจากตำแหน่งหรือตาย  กับบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้ยื่นไว้เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง    แล้วจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและประกาศรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา

 

                                   มาตรา  38  ในกรณีที่ผลการตรวจสอบปรากฏว่าทรัพย์สินมีความเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นผิดปกติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  แจ้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ทายาทหรือผู้จัดการมรดก  แล้วแต่กรณีชี้แจงการได้มาของทรัพย์สินดังกล่าวก่อนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  จะมีมติว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

                                   ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติให้ประธานกรรมการส่งเอกสารทั้งหมดที่มีอยู่พร้อมทั้งรายงานผลการตรวจสอบไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  เพื่อให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป  และให้นำบทบัญญัติมาตรา  80  วรรคสอง  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วนที่  2

การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

----------------------------

 

                                   มาตรา  39  ให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน  คู่สมรส  และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่งทุกสามปีที่อยู่ในตำแหน่ง  และเมื่อพ้นจากตำแหน่ง  ตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  กำหนด

                                  ( 1 )  ประธานศาลฎีกา

                                  ( 2 )  ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

                                  ( 3 )  ประธานศาลสูงสุด

                                  ( 4 )  อัยการสูงสุด

                                  ( 5 )  กรรมการการเลือกตั้ง

                                  ( 6 )  ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

                                  ( 7 )  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

                                  ( 8 )  กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

                                  ( 9 )  รองประธานศาลฎีกา

                                ( 10 )  รองประธานศาลปกครองสูงสุด

                                ( 11 )  หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร

                                ( 12 )  ผู้พิพากษาในศาลฎีกา

                                ( 13 )  ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

                                ( 14 )  รองอัยการสูงสุด

                                ( 15 )  ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

                                   การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อพ้นจากตำแหน่งของบุคคลตาม ( 1 )

 ( 4 ) ( 9 ) ( 11 ) ( 12 ) ( 13 ) ( 14 )  และ ( 15 )  ให้ยื่นเมื่อผู้นั้นพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น

                                   ให้นำบทบัญญัติมาตรา  32  มาตรา  33  และมาตรา  35  วรรคหนึ่งและวรรคสามมาใช้บังคับกับการแสดง  การยื่น  การรับบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน  และการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม

 

                                   มาตรา  40  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้  คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีอำนาจกำหนดตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มเติมจากมาตรา  39  โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา  และให้นำบทบัญญัติมาตรา  39  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                                   มาตรา  41  บุคคลตามมาตรา  39  หรือมาตรา  40 ผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ภายในเวลาที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้กำหนด  หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ  ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน  หรือนับแต่วันที่ตรวจพบว่ามีการกระทำดังกล่าว  แล้วแต่กรณี  และห้ามมิให้ผู้นั้นดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง

 

                                   มาตรา  42  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งอื่น ๆ  นอกจากมาตรา  39 และมาตรา  40  ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน  คู่สมรส  และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  ตามหลักเกณฑ์  วิธีการ  และระยะเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  กำหนด  โดยประกาศในราชกิจจา

นุเบกษา

                                   เจ้าหน้าที่ของรัฐที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นระยะ  ภายในสามสิบวันนับแต่ดำรงตำแหน่งครบทุก ๆ ห้าปีอีกด้วย  ในกรณีนี้ให้แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเฉพาะรายการที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ยื่นไว้เดิม

                            การตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ยื่นไว้ตามมาตรานี้  ให้กระทำทุกครั้งที่มีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน  หรือเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.  เมื่อปรากฏพฤติการณ์แก่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ว่า  เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นร่ำรวยผิดปกติ  หรือเมื่อการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นร่ำรวยผิดปกติ  กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่  กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ  หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม  หรือเมื่อผู้นั้นพ้นหรือจะพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

หมวด  4

การไต่สวนข้อเท็จจริง

------------------------------

 

                                   มาตรา  43  ภายใต้บังคับมาตรา  44  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติในหมวดนี้  ในกรณีดังต่อไปนี้

                                   (1)  ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง  เนื่องจากได้มีการเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งตามมาตรา  59

                                   (2) ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา  66

                                   (3) มีการกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  เพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา  75

                                   (4) มีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติตามมาตรา  77  หรือกระทำความผิดตามมาตรา  88

                                   (5)  มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ตามมาตรา  84

 

                                   มาตรา  44  ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงในกรณีดังต่อไปนี้

                                   (1)  เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงเสร็จแล้วและไม่มีพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแก่การไต่สวน

                                   (2) ผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลคนเดียวกับผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงและมูลกรณีแห่งการกล่าวหาเป็นเรื่องเดียวกัน

 

                                   มาตรา  45  ในการไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา  43  คณะกรรมการ ป.ป.ช.  จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการแทนก็ได้  โดยประกอบด้วย  กรรมการหนึ่งคน  พนักงานเจ้าหน้าที่และหรือผู้ทรงคุณวุฒิตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  กำหนด  มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือมูลความผิด

                                   การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน  ให้คำนึงถึงความเหมาะสมกับฐานะและระดับของตำแหน่งและการคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาตามสมควร

                                   การปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการ

ป.ป.ช.  กำหนด

 

                                   มาตรา  46  ห้ามมิให้แต่งตั้งบุคคลซึ่งมีเหตุดังต่อไปนี้เป็นอนุกรรมการไต่สวน

                                   (1)  รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหามาก่อน

                                   (2)  มีส่วนได้เสียในเรื่องที่กล่าวหา

                                   (3 )  มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา

                                   (4)  เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นคู่สมรส  บุพการี  ผู้สืบสันดาน  หรือพี่น้องร่วมบิดามารดา  หรือร่วมบิดาหรือมารดากับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา

                                   (5) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในฐานะญาติหรือเป็นหุ้นส่วนหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือขัดแย้งกันทางธุรกิจกับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา

                                   ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการแต่งตั้งบุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นอนุกรรมการไต่สวนให้อนุกรรมการผู้นั้นแจ้งต่อประธานกรรมการโดยเร็ว  ระหว่างนั้นห้ามมิให้อนุกรรมการผู้นั้นยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะอนุกรรมการไต่สวน

                                   ความในวรรคสองให้ใช้บังคับในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาคัดค้านว่าอนุกรรมการผู้ใดมีเหตุตามวรรคหนึ่งด้วยโดยอนุโลม

                                   การยื่นคำคัดค้าน  การพิจารณาคำคัดค้าน  และการแต่งตั้งบุคคลเป็นอนุกรรมการไต่สวนแทนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  กำหนด

 

                                   มาตรา  47  ในการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและกำหนดระยะเวลาตามสมควรที่ผู้ถูกกล่าวหาจะมาชี้แจงข้อกล่าวหาแสดงพยานหลักฐานหรือนำพยานบุคคลมาให้ปากคำประกอบการชี้แจง

                                   ในการชี้แจงข้อกล่าวหาและการให้ปากคำของผู้ถูกกล่าวหา  ให้มีสิทธินำทนายความหรือบุคคลซึ่งผู้ถูกกล่าวหาไว้วางใจเข้าฟังในการชี้แจงหรือให้ปากคำของตนได้

 

                                   มาตรา  48  กรณีที่มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน  การรับฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาหรือการถามปากคำผู้ถูกกล่าวหาหรือพยาน  ต้องมีอนุกรรมการไต่สวนอย่างน้อยสองคนร่วมในการดำเนินการ  ในจำนวนนั้นจะต้องเป็นอนุกรรมการไต่สวนที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างน้อยหนึ่งคน  แต่ถ้าเป็นการรับฟังคำชี้แจงหรือการถามปากคำบุคคลตามมาตรา  ๕๘  จะต้องมีอนุกรรมการไต่สวนที่เป็นกรรมการเข้าร่วมดำเนินการด้วย

                                   ห้ามมิให้อนุกรรมการไต่สวนทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ  ซึ่งเป็นการล่อลวงหรือขู่เข็ญ  หรือให้สัญญากับผู้ถูกกล่าวหาหรือพยานเพื่อจูงใจให้เขาให้ถ้อยคำอย่างใด ๆ  ในเรื่องที่กล่าวหานั้น

 

                                   มาตรา  49  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน  ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา  25 ( 1 ) ( 2 ) หรือ ( 3 ) หรือมาตรา  26  ได้ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มอบหมาย

 

                                   มาตรา  50  เมื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้ว  ให้จัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเสนอต่อประธานกรรมการ  ประกอบด้วยสาระสำคัญดังต่อไปนี้

                                   ( 1 )  ชื่อและตำแหน่งหน้าที่ของผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา

                                   ( 2 )  เรื่องที่ถูกกล่าวหา

                                   ( 3 )  ข้อกล่าวหาและสรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริง

                                   ( 4 )  เหตุผลในการพิจารณาวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

                                   ( 5 )  บทบัญญัติของกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง

                                   ( 6 )  สรุปความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา

 

                                   มาตรา  51  เมื่อประธานกรรมการได้รับสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา  50  แล้ว  ให้จัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน

                                   เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม  ในกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน  คณะกรรมการ ป.ป.ช.  อาจมีมติให้คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดเดิมไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม  หรือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดใหม่ทำการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแทนก็ได้

 

                                   มาตรา  52  ห้ามมิให้กรรมการซึ่งมีเหตุตามมาตรา  46  เข้าร่วมประชุมพิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง  เว้นแต่เป็นกรรมการซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาเนื่องจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการไต่สวน

 

                                   มาตรา  53  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  พิจารณาข้อกล่าวหาจากสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่  ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล  ให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป

                                   มาตรา  54  เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ได้มีมติตามมาตรา  53  แล้ว  ถ้าข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องที่ประธานวุฒิสภาส่งมาตามมาตรา  43 ( 1 )  หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา  43 ( 2 )  ให้ประธานกรรมการส่งรายงานไปยังประธานวุฒิสภาหรือแจ้งไปยังผู้เสียหายแล้วแต่กรณี  โดยเร็ว

                                   รายงานตามวรรคหนึ่งต้องมีลายมือชื่อของกรรมการที่เข้าร่วมการพิจารณาและต้องระบุความเป็นมาหรือข้อกล่าวหา  สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริงเหตุผลในการพิจารณาวินิจฉัยและบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง

 

                                   มาตรา  55  ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล  และข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องที่ประธานวุฒิสภาส่งมาตามมาตรา  43 ( 1 )  หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา  43 ( 2 )  นับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษา  แล้วแต่กรณี

 

                                   มาตรา  56  ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล  ให้ประธานกรรมการส่งรายงานตามมาตรา  54  วรรคสอง  และเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยัง

                                   ( 1 )  ประธานวุฒิสภา  ถ้าข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องที่ประธานวุฒิสภาส่งมาตามมาตรา  43  ( 1 )  หรือเรื่องที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอตามมาตรา  43 ( 2 )

                                   ( 2 )  อัยการสูงสุด  ถ้าผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีมูลความผิดอาญาหรือร่ำรวยผิดปกติและผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลตามมาตรา  48  เว้นแต่อัยการสูงสุด  หรือเป็นข้าราชการการเมืองอื่นนอกเหนือจากบุคคลตามมาตรา  58 ( 1)  และ ( 2 )

                                   ( 3 )  อัยการสูงสุด  ถ้าผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีมูลความผิดอาญาหรือร่ำรวยผิดปกติและผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

                                   ( 4 )  ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหา  ถ้าผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีมูลความผิดทางวินัย  หรือมีมูลความผิดต้องให้พ้นจากตำแหน่ง  และผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

                                   ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าข้อกล่าวหาใดที่ประธานวุฒิสภาส่งมาตามมาตรา 43

( 1 )  เป็นเรื่องสำคัญ  จะแยกทำรายงานเฉพาะข้อกล่าวหานั้นส่งไปให้วุฒิสภาพิจารณาก่อนก็ได้

 

                                   มาตรา  57  ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง  หากปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากราชการเพราะเหตุใด ๆ นอกจากถึงแก่ความตาย  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อจะดำเนินคดีอาญา  ดำเนินการทางวินัย  หรือขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินแล้ว

แต่กรณี  ต่อไปได้

                                   ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากราชการอันเนื่องมาจากความตาย  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไปได้

หมวด  5

การถอดถอนจากตำแหน่ง

----------------------------

 

                                   มาตรา  58  เมื่อปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกต  ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย  วุฒิสภามีอำนาจดำเนินการถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้

                                   ( 1 )  นายกรัฐมนตรี

                                   ( 2 )  รัฐมนตรี

                                   ( 3 )  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

                                   ( 4 )  สมาชิกวุฒิสภา

                                   ( 5 )  ประธานศาลฎีกา

                                   ( 5 )  ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

                                   ( 7 )  ประธานศาลปกครองสูงสุด

                                   ( 8 )  อัยการสูงสุด

                                   ( 9 )  กรรมการการเลือกตั้ง

                                 ( 10 )  ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

                                 ( 11 )  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  

                                 ( 12 )  กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 

                                 ( 13 )  รองประธานศาลฎีกา

                                 ( 14 )  รองประธานศาลปกครองสูงสุด

                                 ( 15 )  หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร

                                 ( 16 )  รองอัยการสูงสุด

                                 ( 17 )  ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

 

                                   มาตรา  59  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร  หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา  เพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา  58  ออกจากตำแหน่งได้

                                   สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตำแหน่งได้

 

                                   มาตรา  60  กรณีประชาชนร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา  58  ออกจากตำแหน่งต้องมีผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อจำนวนไม่เกินหนึ่งร้อยคนเพื่อดำเนินการจัดทำคำร้องและรับรองลายมือชื่อของประชาชนที่เข้าชื่อจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน

                                   ผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อและผู้เข้าชื่อต้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

                                   ผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อต้องไปแสดงตนต่อประธานวุฒิสภาก่อนเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอ

 

                                   มาตรา  61  การร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา  59  และมาตรา  60  ต้องทำเป็นหนังสือระบุชื่อ  อายุ  ที่อยู่  หมายเลขประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุ  หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้  และลงลายมือชื่อของผู้ร้องขอ โดยระบุวัน  เดือน  ปี ที่ลงลายมือชื่อให้ชัดเจน  และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา  58  เป็นข้อ ๆ อย่างชัดเจนว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่  ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ  ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม  หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใด  และต้องระบุพยานหลักฐานหรือเบาะแสตามสมควรและเพียงพอที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้  และให้ยื่นคำร้องขอดังกล่าวต่อประธานวุฒิสภาภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อไปแสดงตนต่อประธานวุฒิสภา

 

                                   มาตรา  62  ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา  58  ออกจากตำแหน่ง  หรือในกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตำแหน่งให้นำบทบัญญัติมาตรา  61  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                                   มาตรา  63  เมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องขอแล้ว  ให้ประธานวุฒิสภาดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาว่าคำร้องขอถูกต้องและครบถ้วนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  และตามมาตรา  61 หรือมาตรา  62  หรือไม่  หากเห็นว่าถูกต้องและครบถ้วนแล้วให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  เพื่อดำเนินการตามหมวด  4  การไต่สวนข้อเท็จจริง  โดยเร็ว  หากเห็นว่าคำร้องขอไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน  ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ผู้ร้องขอหรือผู้ริเริ่มทราบเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป

                                   ให้ผู้ร้องขอหรือผู้ริเริ่มดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานวุฒิสภา

 

                                   มาตรา  64  เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีมติว่าข้อกล่าวหาที่มาจากการเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งมีมูล  และได้รายงานไปยังประธานวุฒิสภาตามมาตรา  56 ( 1 )  แล้ว  ให้ประธานวุฒิสภาจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณามีมติโดยเร็ว

                                   ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ส่งรายงานให้นอกสมัยประชุม  ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ  เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณากรณีดังกล่าว  และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

 

                                   มาตรา  65  สมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลงคะแนน  ซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ  มติที่ให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่งให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

                                   ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง  ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน  และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในหน่วยงานของรัฐ  หรือในการรับราชการเป็นเวลาห้าปี

                                   มติของวุฒิสภาตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด  และจะมีการร้องขอให้ถอดถอนบุคคลดังกล่าวโดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้  แต่ไม่กระทบกระเทือนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดี  แล้วแต่กรณี

                                   เมื่อวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่งแล้ว  ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งมติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ผู้ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง  เลขาธิการคณะรัฐมนตรี  และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

หมวด  6

การดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา  308  ของรัฐธรรมนูญ

----------------------------

 

                                   มาตรา  66  ในกรณีที่มีผู้เสียหายกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรี  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  หรือข้าราชการการเมืองอื่นร่ำรวยผิดปกติ  กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา  หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น  ให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.

                                   บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลอื่นเป็นตัวการ  ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนด้วย

 

                                   มาตรา  67  คำร้องตามมาตรา  66  อย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

                                   ( 1 )  ชื่อและที่อยู่ของผู้เสียหาย

                                   ( 2 )  ชื่อและที่อยู่ของผู้ยื่นคำร้องแทน  ความเกี่ยวพันกับผู้เสียหาย ( ถ้ามี )

                                   ( 3 )  ชื่อหรือตำแหน่งหน้าที่ของผู้กล่าวหา

                                   ( 4 )  ข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา  ความเสียหายที่ได้รับพร้อมพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้

                                   ( 5 )  ลายมือชื่อของผู้เสียหรือผู้ยื่นคำร้องแทน  แล้วแต่กรณี

 

                                   มาตรา  68  ในกรณีที่ผู้เสียหายไม่อาจยืนคำร้องได้ ให้บุคคลดังต่อไปนี้มีอำนาจยื่นคำร้องแทนผู้เสียหาย

                                   ( 1 )  ผู้ที่ได้รัยมอบอำนาจเป็นหนังสือจากผู้เสียหายให้ยื่นคำร้องแทน

                                   ( 2 )  ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่มนความดูแลและไม่สามารถร้องเองได้

                                   ( 3 )  ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา ในกรณีผู้เสียหายตายหรือมีเหตุจำเป็น ไม่สามารถยื่นคำร้องเองได้ หรือไม่สามารถมอบอำนาจได้

                                   ( 4 )  ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคล ในกรณีผู้เสียหายเป็นนิติบุคคล

                                   ( 5 )  ญาติของผู้เสียหาย ในกรณีผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือเป็นผู้วิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถไม่มีผู้อนุบาล หรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลไม่สามารถทำหน้าที่ได้ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด รวมทั้งมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถ

 

                                   มาตรา  69  เมื่อได้รับคำร้องถูกต้องและครบถ้วนตามมาตรา 67 แล้ว ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหมวด 4 การไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป

 

                                   มาตรา  70  ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูลความผิดตามมาตรา 66 ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป ทั้งนี้ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

                                   มาตรา  71  ให้นำบทบัญญัติมาตรา  70  มาใช้บังคับกับกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีมติว่าข้อกล่าวหาที่มาจากการเข้าชื่อร้องขอต่อวุฒิสภาตามมาตรา  59  มีมูลความผิดตามมาตรา  66  โดยอนุโลม

 

                                   มาตรา  72  ในกรณีที่ผู้เสียหายหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา  66  ว่าได้กระทำความผิดตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา  66  ต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งมีเขตอำนาจเหนือท้องที่ที่เกิดการกระทำความผิดดังกล่าว  ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ  เพื่อให้ออกหมายจับบุคคลดังกล่าวได้  หรือในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจนั้นมีอำนาจจับบุคคลดังกล่าวได้

                                   ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่จับบุคคลดังกล่าวไว้  ส่งตัวผู้ถูกจับพร้อมทั้งบันทึกการจับมายังคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ภายในสี่สิบแปดชั่วโมง

 

                                   มาตรา  73  ในกรณีที่ไม่จำต้องมีการควบคุมตัวผู้ถูกจับไว้  คณะกรรมการ ป.ป.ช.  อาจปล่อยตัวผู้ถูกจับไป  โดยมีประกันหรือไม่มีประกันก็ได้

                                   ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีการควบคุมตัวผู้ถูกจับไว้  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอให้ศาลออกหมายขังผู้ถูกจับไว้ได้  ตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสำหรับความผิดที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น

 

                                   มาตรา  74  เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา  70  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีหนังสือแจ้งผู้ถูกกล่าวหาให้ไปรายงานตัวต่อบุคคลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มอบหมายตามวันเวลาที่กำหนด

                                   หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ไปรายงานตัวตามกำหนด  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  แจ้งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจัดการให้ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหา  เพื่อส่งอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.  แล้วแต่กรณี  ดำเนินคดีต่อไป

                                   การควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาและการปล่อยชั่วคราว  ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  หรือบุคคลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มอบหมาย  หรืออัยการสูงสุด  แล้วแต่กรณี  เป็นผู้มีอำนาจพิจารณา  ทั้งนี้  ให้นำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  แล้วแต่กรณี  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

space
Last update : Tuesday, August 9, 2005
Navigator :  ศูนย์ประสานราชการใสสะอาด > วินัย/จรรยาบรรณ