ขออภัยมีข้อจำกัดในการแสดงผล
spaceเกี่ยวกับกรมสรรพากรspaceห้องข่าวspaceบริการอิเล็กทรอนิกส์spaceความรู้เรื่องภาษีspaceบริการข้อมูลspaceอ้างอิงspaceFAQ
รูปมุมซ้าย รูปมุมขวา
ค้นหาขั้นสูง
ความช่วยเหลือ
 


ตำแหน่งเริ่มต้นของเมนูย่อย
สมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น
สมัยรัชกาลที่ 4 สมัยรัชกาลที่ 5 สมัยรัชกาลที่ 6 สมัยรัชกาลที่ 7 ถึงปัจจุบัน

          การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2311 - พ.ศ. 2324)
          และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 3 ระหว่างพ.ศ. 2325-พ.ศ. 2394)

การติดต่อค้าขายด้วยเรือสำเภา


          การจัดเก็บส่วยสาอากรทั้ง 4 ประเภท ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้ถูกกำหนดเป็นรูปแบบการจัดเก็บต่อเนื่องมาจนถึงสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และตอนต้นรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ รัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องการใช้เงินในราชการมากกว่าแต่ก่อนพระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเป็นผลให้เกิดการจัดเก็บภาษีขึ้นใหม่ 38 ประเภท ทั้งนี้โดยเป็นภาษีที่เก็บจากการพนัน และจากผลผลิตประเภทต่างๆ จำแนกได้ดังนี้
-  บ่อนเบี้ย หวย ก.ข. ภาษีเบ็ดเสร็จ (เก็บของลงสำเภา)
-  ภาษีของต้องห้ามหกอย่าง (ได้แก่ อากรรังนก, ไม้กฤษณา, นอแรด, งาช้าง, ไม้จันทร์, ไม้หอม)
-  ภาษีพริกไทย (เก็บจากผู้ซื้อลงสำเภา)
-  ภาษีพริกไทย (เก็บจากชาวไร่ที่ปลูกพริกไทย)
-  ภาษีฝาง -  ภาษีไม้แดง (เก็บจากผู้ซื้อลงสำเภา) -  ภาษีไม้แดง (เก็บจากผู้ขาย)
-  ภาษีเกลือ -  ภาษีน้ำมันมะพร้าว -  ภาษีน้ำมันต่างๆ
-  ภาษีกะทะ -  ภาษีต้นยาง -  ภาษีไต้ชัน
-  ภาษีฟืน -  ภาษีจาก -  ภาษีกระแซง
-  ภาษีไม้ไผ่ป่า -  ภาษีไม้รวก -  ภาษีไม้สีสุก
-  ภาษีไม้ค้างพลู -  ภาษีไม้ต่อเรือ -  ภาษีไม้ซุง
-  ภาษีฝ้าย -  ภาษียาสูบ -  ภาษีปอ
-  ภาษีคราม -  ภาษีเนื้อแห้ง -  ปลาแห้ง
-  ภาษีเยื่อเคย -  ภาษีน้ำตาลทราย -  ภาษีน้ำตาลหม้อ
-  ภาษีน้ำตาลอ้อย -  ภาษีสำรวจ -  ภาษีเตาตาล
-  ภาษีจันอับ ไพ่ เทียนไขเนื้อ
   และขนมต่างๆ
-  ภาษีปูน -  ภาษีเกวียน โคต่าง
-  เรือจ้างทางโยง    

          และในสมัยรัชกาลที่ 3 นี้ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกอากรซึ่งเคยมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา 2 ชนิดคือ อากรรักษาเกาะ และอากรค่าน้ำ

          นอกจากการกำหนดให้มีการปรับปรุงการจัดเก็บภาษี โดยการเพิ่มประเภทภาษีอากรที่จัดเก็บ 38 ประเภทข้างต้น พระองค์ยังได้กำหนดให้มีการปรับปรุงรูปแบบการจัดเก็บโดยการนำระบบเจ้าภาษีนายอากรมาใช้กล่าวคือ ให้มีการจัดเก็บภาษีเป็นการผูกขาดโดยเอกชน ทั้งนี้เอกชนผู้ใดประสงค์จะรับเหมาผูกขาดการจัดเก็บภาษีประเภทใด ก็จะเข้ามาร่วมประมูล ผู้ให้ราคาสูงสุดจะเป็นผู้ผูกขาดจัดเก็บ ซึ่งจะเรียกว่า เจ้าภาษีนายอากรรัฐบาลจะมอบอำนาจสิทธิขาดในการจัดเก็บภาษีอากรชนิดนั้นให้ไปดำเนินการ เมื่อถึงเวลากำหนด ผู้ประมูลจะต้องนำเงินภาษีอากรที่จัดเก็บมาส่งให้ครบจำนวนตามที่ประมูลไว้

ตรา
อาคาร

          ดังนั้น คำว่า ภาษี จึงเข้าใจว่าคงเกิดขึ้น ในรัชกาลที่ 3 นี้เอง โดยคาดคะเนกันว่า น่าจะมาจาก คำในภาษาแต้จิ๋วว่า บู้ซี อันหมายถึง สำนักเจ้าพนักงาน ทำการเก็บผลประโยชน์แผ่นดินซึ่งตั้งขึ้นจากระบบเจ้าภาษีนายอากรนี่เอง คำว่าภาษีนี้ จะใช้กับอากรที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อให้ฟังดู แตกต่างจากอากรเก่าที่เคยจัดเก็บมาแต่โบราณ ดังที่ปรากฎในหนังสือพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายว่า "...เกิดอากร

ขึ้นใหม่ๆ ได้เงินใช้ในราชการแผ่นดิน ดีกว่ากำไรค้าสำเภา อากรเหล่านั้นให้เรียกว่า ภาษี เพราะเป็นของที่เกิดขึ้นใหม่เหมือนหนึ่งเป็นกำไร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะให้เห็นว่าเงินเก่าเท่าใด เกิดขึ้นในรัชกาลของท่านเท่าใด... การบังคับบัญชาอากรเก่าใหม่เหล่านี้ จึงได้แยกออกเป็นสองแผนก อากรเก่าอยู่ในพระคลังมหาสมบัติ อากรใหม่ซึ่งเรียกว่า ภาษี อยู่ในกรมพระคลังสินค้า คงเรียกชื่อว่าอากรอยู่ แต่หวยจีนก.ข. ซึ่งเป็นของเกิดใหม่แต่คล้ายกับอากรบ่อนเบี้ยของเดิม จึงคงเรียกว่าอากร แต่ก็คงยกมาไว้ในพวกภาษีเหมือนกัน"

 

ที่มา ::หนังสือที่ระลึกในการเปิดอาคารกรมสรรพากร 2 กันยายน 2540

clear-gif
Last update :
 Wednesday, February 26, 2014

 
หน้าหลักspaceEnglishspaceแผนผังเว็บไซต์spaceแนะนำเว็บไซต์spaceติดต่อกรมสรรพากรspace


 
สงวนลิขสิทธิ์ กรมสรรพากร :: ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้เว็บไซต์