|
|
|
หลักเกณฑ์การพิจารณาประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล 
|
มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด ให้เป็นองค์การสถาน สาธารณกุศล และได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องเข้าหลักเกณฑ์การพิจารณาตามประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มฯ ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2535 ดังต่อไปนี้
1. มูลนิธิที่ประสงค์จะขอให้พิจารณาประกาศเป็นองค์การ หรือสถานสาธารณกุศลจะต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีคำขอเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นต่อกรมสรรพากร เพื่อพิจารณาเสนอกระทรวงการคลัง
2. วัตถุประสงค์ของมูลนิธิต้องเป็นไปเพื่อการกุศลสาธารณะในประเทศไทยเท่านั้น และรายได้ของมูลนิธิจะต้องมิใช่เป็นการได้มาจากการซื้อขาย หรือการให้บริการโดยมีค่าตอบแทนเป็นปกติธุระ เว้นแต่การซื้อขาย หรือการให้บริการนั้นเกี่ยวข้องกับการศาสนา การศึกษา การสถานพยาบาล หรือการสังคมสงเคราะห์ และไม่นำรายได้ดังกล่าวไปจ่ายในทางอื่น
3. ชื่อมูลนิธิจะต้องไม่เป็นชื่อการค้าหรือเครื่องหมายการค้า
4. กรมสรรพากรจะตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธินั้นก่อน เช่น งบดุลและบัญชีรายได้ รายจ่าย ซึ่งมีผู้สอบบัญชีรับรองแล้วโดยจะตรวจสอบย้อนหลังไปไม่ต่ำกว่า 3 ปี ถ้าปรากฏดังต่อไปนี้จะไม่ประกาศให้
4.1 การดำเนินงานของมูลนิธิไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือมีการใช้ชื่อมูลนิธิดำเนินงานเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว
4.2 รายได้ของมูลนิธิได้นำไปเป็นรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะน้อยกว่าร้อยละ 60 ของรายได้ทั้งสิ้นในสามรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วมา เว้นแต่
(1) ตราสารจัดตั้งระบุว่าให้นำดอกผลมาเป็นรายได้เท่านั้น หรือให้นำดอกผลมาใช้จ่ายเท่านั้น
(2) กรณีมีเหตุจำเป็นต้องเก็บสะสมรายได้เพื่อดำเนินการตามโครงการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
4.3 รายจ่ายของมูลนิธิเป็นรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะน้อยกว่าร้อยละ 75 ของรายจ่ายทั้งสิ้นในสามรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วมา และรายจ่ายดังกล่าวได้นำไปเป็นรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะน้อยกว่าร้อยละ 65 ของรายจ่ายทั้งสิ้นในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี
4.4 รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะของมูลนิธิควรกระจายเป็นการทั่วไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดแจ้งไว้ และต้องมิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่งที่จะให้ประโยชน์เฉพาะแก่บุคคล คณะบุคคลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือเป็นส่วนใหญ่
5. มูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นยังไม่ครบ 3 ปี จะไม่ได้รับการพิจารณา
6. องค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาล หรือสถานศึกษาใดที่มิได้มีฐานะเป็นมูลนิธิจะไม่พิจารณาประกาศให้ เว้นแต่จะมีวัตถุประสงค์ และการดำเนินงานเช่นเดียวกับมูลนิธิ จะพิจารณาประกาศให้เป็นราย ๆ ไปในหลักเกณฑ์เดียวกัน หรือตามที่เห็นสมควร
7. มูลนิธิ องค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาลหรือสถานศึกษาใดที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามข้อ 1 ถึง 6 จะไม่ประกาศให้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะพิจารณาเห็นสมควร
8. มูลนิธิ องค์การ สถานพยาบาล หรือสถานศึกษาที่ได้รับการประกาศให้เป็นองค์การกุศลสาธารณะไปแล้ว เว้นแต่สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และสถานพยาบาล หรือสถานศึกษาขององค์การของรัฐบาล จะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
8.1 ใบรับที่ออกให้แก่บุคคล คณะบุคคล หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน ให้ระบุลำดับที่ได้รับการประกาศด้วย
8.2 ส่งรายงานการประชุมใหญ่ งบดุล และบัญชีรายได้รายจ่าย พร้อมทั้งรายงานการดำเนินงานของกิจการสำหรับรอบปีบัญชีที่ผ่านไป ของผู้รับอนุมัติ ให้กรมสรรพากรทราบภายใน 150 วัน นับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี
9. องค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาล หรือสถานศึกษาที่ประกาศไปแล้ว กรมสรรพากรจะดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน หากปรากฏว่าผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือคุณสมบัติที่กำหนดข้างต้นหรือไม่ปฏิบัติ ตามข้อ 8 โดยไม่มีเหตุอันสมควร กระทรวงการคลังจะดำเนินการเพิกถอนการประกาศฯ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่ปีถัดจากปีที่ประกาศเพิกถอนในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
|

|

|
Last update : Tuesday, July 17, 2012
|
|
Navigator :
|
|
|