| ||||||
| ตามที่ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 454) พ.ศ. 2549 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 154) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดอัตราภาษีเงินได้ของธนาคารพาณิชย์ สำหรับเงินได้จากการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2549 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 155) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ของธนาคารพาณิชย์ สำหรับค่าธรรมเนียมที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับจากการเป็นผู้จัดการในการจัดหาเงินกู้ในลักษณะการร่วมให้กู้ ลงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งกำหนดให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรกรณีธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ (out-out) นั้น เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน และแนะนำให้ผู้เสียภาษีปฏิบัติ กรมสรรพากรจึงขอซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 454) พ.ศ. 2549 ดังนี้ 1 ธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ (out-out) ให้ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้ที่คำนวณจากกำไรสุทธิเหลือ ร้อยละ 10 สำหรับเงินได้จากการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ 1.1 กรณีธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีทั้งรายได้จากกิจการที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้และรายได้จากกิจการที่ต้องเสียภาษีในอัตราปกติ ให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของรายได้แต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน "รายได้จากกิจการที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้" หมายความว่า รายได้จากการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ (out-out) ของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้ที่คำนวณจากกำไรสุทธิเหลือร้อยละ 10 "รายได้จากกิจการที่ต้องเสียภาษีในอัตราปกติ" หมายความว่า รายได้ของธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ที่คำนวณจากกำไรสุทธิในอัตราร้อยละ 30 และรายได้ของธนาคารพาณิชย์ซึ่งได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้ที่คำนวณจากกำไรสุทธิเหลือร้อยละ 25 1.2 กรณีธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีทั้งรายได้จากกิจการที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้และรายได้จากกิจการที่ต้องเสียภาษีในอัตราปกติ หากรายจ่ายใดไม่สามารถแยกกันได้โดยชัดแจ้งว่า เป็นรายจ่ายของกิจการใด ให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวเฉลี่ยรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ (1) การคำนวณรายจ่าย เช่น รายจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าก่อสร้างอาคาร เป็นต้น ให้ธนาคารพาณิชย์เฉลี่ยรายจ่ายนั้นตามส่วนของรายได้จากกิจการที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้และรายได้จากกิจการที่ต้องเสียในอัตราปกติ (2) กรณีที่ธนาคารพาณิชย์เห็นว่า การคำนวณรายจ่ายโดยวิธีอื่นจะถูกต้องตามความเป็นจริงมากกว่า หรือมีความเหมาะสมมากกว่าการคำนวณตามหลักเกณฑ์ (1) ธนาคารพาณิชย์อาจขออนุมัติเพื่อนำหลักเกณฑ์อื่นนั้นมาใช้แทนได้ โดยทำเป็นหนังสือแสดงเหตุผลของการขอเปลี่ยนแปลงยื่นต่ออธิบดี และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป 1.3 กรณีธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีทั้งรายได้จากกิจการที่ได้รับการลดอัตราภาษี เงินได้และรายได้จากกิจการที่ต้องเสียภาษีในอัตราปกติ ให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51) และให้ใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเดียวกันโดยให้แยกกระดาษทำการซึ่งแสดงรายละเอียดการคำนวณกำไรขาดทุนระหว่างรายได้จากกิจการที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้และรายได้จากกิจการที่ต้องเสียภาษีในอัตราปกติออกต่างหากจากกัน 2 กรณีธนาคารพาณิชย์จ่ายเงินได้พึงประเมินเฉพาะการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ (out-out) ให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ (non-residents) ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(2)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร (1) บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย (3) ธนาคารต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงธนาคารต่างประเทศที่มีสาขาหรือสำนักงานผู้แทนในประเทศไทย 3 กรณีธนาคารพาณิชย์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากเงินกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรเฉพาะที่ได้จากการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ (out-out) ออกไปจากประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวไม่ต้องหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร 4 กรณีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้จัดการ (arranger) ในการจัดหาเงินกู้ในลักษณะการร่วมให้กู้ (loan syndication) ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าธรรมเนียมรวมถึงค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับการร่วมให้กู้นั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้ (1) เงินกู้ในลักษณะการร่วมให้กู้ต้องเป็นเงินตราต่างประเทศหรือเงินบาทอันมีแหล่งที่มาจากต่างประเทศ และต้องเป็นการร่วมให้กู้เพื่อนำไปให้กู้ยืมในต่างประเทศ (out-out) (2) ในการจัดหาเงินกู้ในลักษณะการร่วมให้กู้หากมีผู้จัดการรายเดียว ผู้นั้นต้องประกอบกิจการการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ และหากมีผู้จัดการหลายรายผู้จัดการเหล่านั้นต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ (3) การดำเนินการด้านธุรการเพื่อนำไปสู่การตกลงทำสัญญาร่วมให้กู้ตลอดจนการจัดทำสัญญาร่วมให้กู้ต้องกระทำในประเทศไทย (4) ค่าธรรมเนียมที่ได้รับจากการเป็นผู้จัดการในการจัดหาเงินกู้ในลักษณะการร่วมให้กู้ต้องมีเอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบการลงบัญชีที่พิสูจน์ได้ 5 ธนาคารพาณิชย์จะได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับจากการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ (out-out) 6 ธนาคารพาณิชย์จะได้รับยกเว้นอากรแสตมป์ สำหรับการทำตราสารที่ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ที่ต้องเสียอากรแสตมป์ จากการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ (out-out) 7 กรณีธนาคารพาณิชย์จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยเงินฝากหรือดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจเฉพาะการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อนำไปให้กู้ยืมในต่างประเทศ (out-out) ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 454) พ.ศ. 2549 ใช้บังคับ (วันที่ 18 เมษายน 2549) ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(2)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2549 ถึงวันที่ 17 เมษายน 2552 8 กรณีธนาคารพาณิชย์จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยเงินฝากหรือดอกเบี้ยเงินกู้ยืม จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจเฉพาะการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อนำไปให้กู้ยืมในประเทศ (out-in) ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 454) พ.ศ. 2549 ใช้บังคับ (วันที่ 18 เมษายน 2549) ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(2)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้ เฉพาะการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2549 ถึงวันที่ 17 เมษายน 2552 9 กรณีธนาคารพาณิชย์จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจเฉพาะการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อนำไปให้กู้ยืมแก่รัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบในการกู้เงินนั้นก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 454) พ.ศ. 2549 ใช้บังคับ (วันที่ 18 เมษายน 2549) ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2549 ถึงวันที่ 17 เมษายน 2552 จึงขอชี้แจงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน | ||||||
| ||||||