เมนูปิด
Untitled Document

“ร้อยเรื่องลดหย่อน� ปีภาษี 2560”

 

หมวดค่าลดหย่อนประกันชีวิต/ประกันชีวิตแบบบำนาญ/ประกันสุขภาพ

 

 

1. ชื่อเรื่อง :� หลักเกณฑ์การหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิต
คำถาม :�� การหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร
คำตอบ : ���สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป ผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร และได้รับยกเว้นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ตามข้อ 2(61) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509)� ต้องเป็นไปตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172) แก้ไขเพิ่มเติมโดย ประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 235) ดังนี้
��������� 1. กรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป และต้องทำประกันชีวิตไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในไทย ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
������������� (1) กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม ค่าเบี้ยประกันภัยที่จ่ายสำหรับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมดังกล่าว ไม่สามารถยกเว้นภาษีสำหรับเบี้ยประกันภัยดังกล่าวได้
������������� (2) กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีการรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนในระหว่างอายุกรมธรรม์ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้
������������������� ก. กรณีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนทุกปี จะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี หรือ
������������������� ข. กรณีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนตามช่วงระยะเวลาที่ผู้รับประกันภัยกำหนดนอกจาก ก. เช่น ราย 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี เป็นต้น จะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมของแต่ละช่วงระยะเวลาที่ผู้รับประกันภัยกำหนดให้มีการจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืน หรือ
�������������������� ค. กรณีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนที่ไม่เป็นไปตาม ก. หรือ ข. ผลรวมของเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนสะสมตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่มีการจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืน ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมทั้งหมดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
��������� ทั้งนี้ เงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนตาม ก. และหรือ ข. และหรือ ค. ไม่รวมเงินปันผลตามกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ได้รับตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตแล้ว แต่ผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับความคุ้มครองตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาประกันชีวิต หรือเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดอายุกรมธรรม์
������� ������2. ได้รับยกเว้นภาษีตลอดปีภาษี
������� ���� 3. ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานจากผู้รับประกันภัยที่พิสูจน์ได้ว่า มีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต และผู้รับประกันภัยต้องระบุเพิ่มเติม หากมีกรณีดังต่อไปนี้
������������� (1) กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม ต้องระบุจำนวนเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันภัยที่จ่ายสำหรับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมแยกออกจากกัน
������������� (2) กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีการรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนในระหว่างอายุกรมธรรม์
��������� 4. กรณีผู้มีเงินได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตาม 2. แล้ว ต่อมาปฏิบัติไม่เป็นไปตาม 1. ผู้มีเงินได้หมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตาม 2. และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจากเงินได้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้มาแล้วนับตั้งแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของปีภาษีนั้นๆ จนถึงวันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม เพื่อเสียภาษีเงินได้เพิ่มเติมของปีภาษีดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

 

2. ชื่อเรื่อง :� หลักเกณฑ์การหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
คำถาม :�� การหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร
คำตอบ :� �ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2558 เป็นต้นไป ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญของผู้มีเงินได้ ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในแต่ละปี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ตามข้อ 2(61) วรรคสอง ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 261) แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน ตามข้อ 2(61) วรรคสองและวรรคสาม ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 279 (พ.ศ.2554)
��������� 1.� กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ต้องมีลักษณะ� ดังนี้
�������������� (1)� กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
������������ ������(2)� เป็นการประกันชีวิตที่ได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร
������������ ������(3)� มีการกำหนดการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจำนวนผลประโยชน์เงินบำนาญดังกล่าว จะจ่ายเท่ากันทุกงวด หรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันก็ได้� โดยการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญจะจ่ายตามการทรงชีพที่อาจมีการรับรองจำนวนงวดในการจ่ายที่แน่นอน
������������ ����(4)� มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปี หรือกว่านั้น� และผู้มีเงินได้ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้วก่อนได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญ
���������� 2.� กรณีเป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญเพียงอย่างเดียว� หรือแบบบำนาญและแบบอื่นด้วย แล้วแต่กรณี� ให้ยกเว้นตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ตามข้อ 2(61) วรรคหนึ่ง แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)� และให้ยกเว้นเพิ่มขึ้นอีก สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ ตามหลักเกณฑ์� ดังนี้
��������������� (1)� ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท� ทั้งนี้� เมื่อได้รวมกับที่ได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ� หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี� หรือจ่ายเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ �ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน
������ ���������(2)� กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญเพิ่มขึ้น ตามข้อ 2(1) ของสามีหรือภริยาซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีเงินได้
�������������� ในกรณีสามีหรือภริยา ซึ่งได้อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี ได้จ่ายเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญเพียงอย่างเดียว หรือได้จ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญและแบบอื่นด้วย แล้วแต่กรณี� ให้สามีหรือภริยา ซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีเงินได้ มีสิทธิหักลดหย่อนสำหรับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญและแบบอื่น แล้วแต่กรณี ของสามีหรือภริยาฝ่ายที่ไม่มีเงินได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร�
���������� 3.� มีหลักฐานจากผู้รับประกันภัย ซึ่งได้รับรองว่า เป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญที่ได้รับยกเว้น
���������� 4.� กรณีผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิยกเว้น ตามหลักเกณฑ์ ข้อ 2. ข้างต้นแล้ว� ต่อมาได้ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของข้อ 1.� ผู้มีเงินได้ดังกล่าว หมดสิทธิได้รับยกเว้น และต้องเสียภาษีเงินได้ สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจากเงินได้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้มาแล้ว� นับตั้งแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของปีภาษีนั้นๆ จนถึงวันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม เพื่อเสียภาษีเงินได้เพิ่มเติมของปีภาษีดังกล่าว� พร้อมเงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

 

3.ชื่อเรื่อง :� ชาวต่างชาติมาทำงานในไทยหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตได้
คำถาม :�� ชาวต่างชาติมาทำงานในไทยจะสามารถหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตได้หรือไม่
คำตอบ :�� ได้ ตามเงื่อนไข คือต้องมีกำหนดเวลาเอาประกัน 10 ปี ขึ้นไป และทำประกันชีวิตไว้กับผู้ประกอบกิจการรับประกันชีวิตในราชอาณาจักร ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร

 

4.ชื่อเรื่อง :�� สมรสระหว่างปี คู่สมรสไม่มีเงินได้ แต่มีเบี้ยประกันชีวิตนำมาหักลดหย่อนไม่ได้
คำถาม :�� นาย ก มีเงินได้จากการขายของ สมรสระหว่างปี คู่สมรสไม่มีเงินได้ แต่มีเบี้ยประกันชีวิตที่ทำก่อนสมรส นาย ก สามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสมาหักลดหย่อนได้หรือไม่
คำตอบ :�� ปีที่ทำการสมรส นำค่าเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสมาหักลดหย่อนไม่ได้ เนื่องจากความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี แต่ปีถัดไปสามารถนำมาหักลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท เนื่องจากความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร

 

5.ชื่อเรื่อง :� กรมธรรม์ประกันชีวิตของบุตรและบิดามารดา นำมาหักลดหย่อนไม่ได้
คำถาม :�� �นาย ก� ได้ทำประกันชีวิตให้บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะและบิดาสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตดังกล่าวมาหักลดหย่อนได้หรือไม่
คำตอบ :�� เบี้ยประกันชีวิตของบุตรและบิดา ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้เนื่องจาก ตามมาตรา 47(1)(ง)แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้หักลดหย่อนเบี้ยประกันที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายไปสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้เท่านั้น

 

6.ชื่อเรื่อง :� ได้เงินคืนค่าเบี้ยประกันชีวิต เนื่องจากเวนคืนอายุกรมธรรม์ ไม่ได้รับยกเว้นเงินได้��
คำถาม :�� นาย ก� ได้รับการเสนอขายประกันชีวิตจากบริษัทรับประกันชีวิตในราชอาณาจักร โดยกรมธรรม์ประกันชีวิตมีผลคุ้มครอง ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เงื่อนไขกรมธรรม์ ชำระค่าเบี้ยประกัน 4 ปีๆ ละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท และสิ้นปีที่ 4 สามารถเวนคืนเงินประกันได้เต็มจำนวนพร้อมส่วนเพิ่ม รวมเป็นเงิน 409,000 บาท ขอทราบว่าถ้าใช้สิทธิลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตในแต่ละปีแล้ว เงินที่ได้รับในปีที่ 4 มีผลกระทบต่อค่าลดหย่อนที่ใช้สิทธิแล้วหรือไม่
�คำตอบ :�� การเวนคืนกรมธรรม์ดังกล่าว ถือว่า กรมธรรม์มีกำหนดเวลาไม่ถึง 10 ปี เป็นการผิดเงื่อนไข ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ ฉบับที่ 172� ดังนั้น จึงหมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ตามข้อ 3 ของประกาศอธิบดีฉบับดังกล่าว ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 เพิ่มเติม สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจากเงินได้ เพื่อปรับปรุงการหักลดหย่อนและยกเว้นภาษีเงินได้เกี่ยวกับค่าเบี้ยประกันชีวิตให้ถูกต้อง และชำระเงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร จนถึงวันที่ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 เพิ่มเติม (ถ้ามี) ตามข้อ 5 ของประกาศอธิบดีฉบับดังกล่าว
�������� สำหรับเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตที่ได้รับคืน ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42(13) แห่งประมวลรัษฎากร

 

7.ชื่อเรื่อง :� ซื้อเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญเพียงประเภทเดียว จะหักลดหย่อนอย่างไรเมื่อรวมกับการซื้อหน่วยลงทุน RMF� และเงินที่จ่ายสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
คำถาม :�� นาย ก. �มีเงินได้ทั้งปี จำนวน 1,280,000 บาท จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญปีละ 143,500 บาท จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 128,000 บาท และจ่ายเงินซื้อหน่วยลงทุน RMF จำนวน 121,000 บาท�� นาย ก. สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไปหักลดหย่อนได้เท่าไหร่
คำตอบ :�� การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นการเพิ่มเติมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มขึ้นต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน ตามข้อ 2(61) วรรคสองและวรรคสาม ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509)� แก้ไขเพิ่มเติมโดย กฎกระทรวง ฉบับที่ 279 (พ.ศ.2554) โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 194) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 236) มีวิธีการคำนวณเพื่อนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไปใช้หักลดหย่อนภาษี ดังนี้
��������� 1. คำนวณยอดการใช้สิทธิหักไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้( 1,280,000 x 15 %) = 192,000 บาท
��������� 2. จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ 143,500 บาท
������������� ให้ใช้สิทธิหักประกันชีวิตปกติก่อน (10,000 + 90,000) = 100,000 บาท
������������� ส่วนที่เหลือนำไปใช้สิทธิค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ 43,500 บาท(143,500 – 100,000)���
��������� 3. นำยอดค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่เหลือ 43,500 บาท เทียบกับวงเงินตาม 1. พบว่าไม่เกิน 192,000 บาท(15 % ของเงินได้และไม่เกิน 200,000 บาท)
��������� 4. นำยอดค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่เหลือ ไปรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF แล้วต้องไม่เกิน �500,000 บาท
�� �( 43,500 + 128,000 + 121,000 = 292,500� บาท ) พบว่าไม่เกิน 500,000 บาท
��������� ดังนั้น� ในปีภาษี 2560 นาย ก สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไปหักลดหย่อนได้ ดังนี้
�������������� 1. หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบปกติ 100,000 บาท และ
�������������� 2. หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้อีก 43,500 บาท
��������� ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2558 เป็นต้นไป ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญของผู้มีเงินได้ ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในแต่ละปี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ตามข้อ 2(61) วรรคสอง ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 261) แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน ตามข้อ 2(61) วรรคสองและวรรคสาม ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 279 (พ.ศ.2554)

 

8.ชื่อเรื่อง :� �เบี้ยประกันชีวิตแบบคุ้มครองสินเชื่อ หักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตได้หรือไม่
คำถาม :�� ในปี 2560�� นาย ก. ทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านพร้อมที่ดินกับธนาคาร โดยธนาคารกำหนดเงื่อนไขว่า ผู้กู้จะต้องทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองสินเชื่อของธนาคาร ระยะเวลาประกัน 20 ปี กับบริษัทประกันชีวิตในไทย และผู้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ตามภาระหนี้สินที่ผูกพัน เมื่อ นาย ก. ชำระเบี้ยประกัน ได้รับใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัย แบบคุ้มครองสินเชื่อ ดังกล่าว และได้รับหนังสือรับรองการประกันภัย เพื่อเป็นหลักฐานและถือเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันชีวิต นาย ก. สามารถนำใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่
คำตอบ :�� การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามข้อ 2(61) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ประกอบกับประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172) ให้ยกเว้นเงินได้ที่ผู้มีเงินได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ เฉพาะกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และเป็นการประกันชีวิตที่ได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักรเท่านั้น
���������������� กรณีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตสำหรับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม หากเป็นกรมธรรม์ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป ไม่สามารถนำไปใช้คำนวณในการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประกาศฉบับดังกล่าว ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานจากผู้รับประกันภัยที่พิสูจน์ได้ว่า มีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต และกรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม หลักฐานต้องระบุจำนวนเบี้ยประกันชีวิต และเบี้ยประกันภัยที่จ่ายสำหรับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมแยกออกจากกัน หากผู้รับประกันภัยไม่ได้แยกจำนวนเงิน ให้นำหลักฐานดังกล่าวไปให้ผู้รับประกันภัยแยกจำนวนเงินให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะนำมาเป็นหลักฐานในการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้ เนื่องจากไม่เป็น ตามข้อ 4 ของประกาศฉบับดังกล่าว

 

9.ชื่อเรื่อง :� ลักษณะการประกันสุขภาพบิดามารดา
คำถาม :�� การประกันสุขภาพบิดามารดา ต้องมีลักษณะอย่างไร จึงจะได้รับยกเว้นเงินได้
คำตอบ :�� การประกันสุขภาพบิดามารดา ต้องมีลักษณะ ตามข้อ 2 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 162) ดังนี้�
����������������������� 1. การประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะ เนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
����������������������� 2. การประกันภัยอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
������������������ 3. การประกันภัยโรคร้ายแรง (Critical Illnesses)
����������������������� 4. การประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care)

 

10.ชื่อเรื่อง :� หลักฐานการยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา
คำถาม :�� การใช้สิทธิ์ยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาต้องแสดงหลักฐานอะไรบ้าง
คำตอบ :�� ผู้มีเงินได้ต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือรับรองจากบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัย โดยต้องมีข้อความอย่างน้อย ตามข้อ 3 ของประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 162) ดังนี้
�������� �������������1.� ชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกันภัย
��������������������� 2.� ชื่อ และ นามสกุลของผู้จ่ายเบี้ยประกันภัย (ทุกคน)
��������������������� 3.� ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้เอาประกันภัย
��������������������� 4.� จำนวนเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันสุขภาพตามข้อ 2
������������������ ���5.� จำนวนเงินที่มีสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้

 

11. ชื่อเรื่อง :� จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้บุตร ไม่สามารถหักค่าลดหย่อน
คำถาม :�� �นาย ก� ได้ทำประกันสุขภาพให้บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะและเป็นผู้จ่ายเงินค่าเบื้ยประกันด้วยตนเองจะนำเบี้ยประกันสุขภาพดังกล่าวมาหักลดหย่อนได้หรือไม่
คำตอบ :�� เบี้ยประกันสุขภาพของบุตร� ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อน

 

12. ชื่อเรื่อง :� จ่ายเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันภัยการเดินไปต่างประเทศ �
คำถาม :�� �ในปีภาษี 2560 นาย ช� ได้ทำเบี้ยประกันชีวิต แบบทั่วไปกรมธรรม์มีอายุ 15 ปี โดยจ่ายเบี้ยประกันชีวิต จำนวน 100,000 บาท และได้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยการเดินทางไปต่างประเทศอีกจำนวน� 12,000 บาท� สามารถหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันได้จำนวนเท่าใด
คำตอบ :�� นาย ช. จะสามารถหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตได้รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท เท่านั้น

 

13. ชื่อเรื่อง :� จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา-มารดาคู่สมรส หักค่าลดหย่อนตามที่จ่ายจริงไม่เกิน �15,000 บาท
คำถาม :��� นาย ฉ� ได้มีการจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพให้บิดา-มารดาของคู่สมรส �จำนวน� 12,000 บาท� โดยนาย ฉ. เป็นผู้มีเงินได้แต่เพียงฝ่ายเดียว สามารถหักลดหย่อนได้จำนวนเท่าใด
คำตอบ :�� นาย ฉ. จะสามารถหักลดหย่อนสำหรับการประกันสุขภาพของบิดา-มารดาคู่สมรสตามจำนวนที่จ่ายจริง 12,000 บาท ตามข้อ 2 (76) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ฉบับที่ 162 ข้อ 1(5) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้สามีหรือภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามจำนวนเบี้ยประกันภัยที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท���

 

14. ชื่อเรื่อง :� ผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันทำประกันสุขภาพสำหรับบิดามารดา ต้องเฉลี่ยค่าเบี้ยประกัน
คำถาม :��� นาย ต �นาย ภ �และ นาย ฉ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมีเงินได้ทุกคน� ได้มีการจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพสำหรับบิดาจำนวน� 12,000 บาท� จะหักลดหย่อนได้จำนวนเท่าใด
คำตอบ :�� กรณีผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันทำประกันสุขภาพสำหรับบิดา-มารดา �ให้ผู้มีเงินได้ทุกคนได้รับยกเว้นภาษีเงินได้โดยเฉลี่ยเบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้ร่วมกันจ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ตามส่วนจำนวนผู้มีเงินได้ ดังนั้นจึงหักค่าลดหย่อนได้คนละ 4,000 บาท

 

ปรับปรุงล่าสุด: 09-01-2021