เมนูปิด

ระเบียบกรมสรรพากร

ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์  ตามประมวลรัษฎากร  พ.ศ. 2546

 

          เพื่อให้การพิจารณาอุทธรณ์ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรดำเนินไปอย่างมีระบบ    มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล  กรมสรรพากรจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

          ข้อ 1   ระเบียบนี้เรียกว่า  " ระเบียบกรมสรรพากร  ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์  ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2546 "

          ข้อ 2   ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2546  เป็นต้นไป

          ข้อ 3   ให้ยกเลิก  ระเบียบกรมสรรพากร  ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์  ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2539 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย ระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์  ตามประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2545

          ข้อ 4   ในระเบียบนี้

           "อธิบดี"  หมายความว่า  อธิบดีกรมสรรพากร  หรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย

           "หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์"  หมายความว่า  สำนักงานสรรพากรภาค  และสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่

           "สรรพากรภาค"  หมายความรวมถึง  ผู้ที่สรรพากรภาคมอบหมาย

           "ผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่"  หมายความรวมถึง  ผู้ที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่มอบหมาย

           "สรรพากรพื้นที่"  หมายความรวมถึง  ผู้ที่สรรพากรพื้นที่มอบหมาย

หมวด  1

การอุทธรณ์และการรับอุทธรณ์

          ข้อ 5   การอุทธรณ์

                     5.1 การยื่นคำอุทธรณ์

                            เมื่อผู้เสียภาษีอากรได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่  หากประสงค์จะคัดค้านการประเมินภาษีอากรดังกล่าว  ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์  ภายในกำหนดเวลา  30  วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน  ตามมาตรา  30  แห่งประมวลรัษฎากร  โดยใช้แบบคำอุทธรณ์ ตามที่อธิบดีกำหนด

                            กรณีผู้เสียภาษีอากรยื่นคำอุทธรณ์เกินกำหนดเวลาตามกฏหมาย ให้ยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมสรรพากร ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร

                            การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ตามมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฏากร หากผู้อุทธรณ์จะขอทุเลาการเสียภาษีอากรให้ยื่นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรต่ออธิบดีกรมสรรพากร

                     5.2 เขตอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

                            5.2.1  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร  ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์  ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน  ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด  และผู้แทนกรมการปกครอง

                            5.2.2  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่น  นอกจากกรุงเทพมหานคร  ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์  ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน  สรรพากรภาคหรือผู้แทน  และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน

                     5.3 หน่วยงานรับคำอุทธรณ์

                            5.3.1  กรณีอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามข้อ 5.2.1 ให้ยื่นคำอุทธรณ์ที่หน่วยงาน  ดังนี้

                                       (1)  สำนักงานสรรพากรภาค 1

                                              (ก)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร  1  2  3  4  5  6  7 8  และ 9 

                                              (ข)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบภาษีกลาง  และคณะทำงานหรือหน่วยงานอื่นที่อธิบดีแต่งตั้ง  สำหรับผู้เสียภาษีอากรที่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 2 3 4 5 6 7 8 9 รวมทั้งสำนักงานสรรพากรภาค  4  และ 5

                                             (ค)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินสังกัดกรมศุลกากรที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร  สำหรับผู้เสียภาษีอากรที่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 2 3 4 5 6 7 8 9  รวมทั้งสำนักงานสรรพากรภาค  4  และ  5  ยกเว้นผู้เสียภาษีอากรที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งกรมสรรพากรกำหนดให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่

                                      (2) สำนักงานสรรพากรภาค 2

                                            (ก)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 และ 21

                                            (ข)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบภาษีกลาง  และคณะทำงานหรือหน่วยงานอื่นที่อธิบดีแต่งตั้ง  สำหรับผู้เสียภาษีอากรที่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 รวมทั้งสำนักงานสรรพากรภาค 7  8  9 และ 10

                                            (ค)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินสังกัดกรมศุลกากรที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร  สำหรับผู้เสียภาษีอากรที่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 รวมทั้งสำนักงานสรรพากรภาค 7  8  9 และ 10  ยกเว้นผู้เสียภาษีอากรที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งกรมสรรพากรกำหนดให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่

                                     (3) สำนักงานสรรพากรภาค 3

                                           (ก)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 23 24 25 26 27 28 29 และ 30

                                           (ข)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบภาษีกลาง  และคณะทำงานหรือหน่วยงานอื่นที่อธิบดีแต่งตั้ง  สำหรับผู้เสียภาษีอากรที่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 23 24 25 26 27 28 29 30 รวมทั้งสำนักงานสรรพากรภาค  6  11  และ  12

                                           (ค)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินสังกัดกรมศุลกากรที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร สำหรับผู้เสียภาษีอากรที่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 23 24 25 26 27 28 29 30 รวมทั้งสำนักงานสรรพากรภาค  6  11  และ  12  ยกเว้นผู้เสียภาษีอากรที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งกรมสรรพากรกำหนดให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ

                                    (4) สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น

                                    (5) สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่

                                          (ก)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่          

                                          (ข)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินสังกัดกรมศุลกากรที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร  สำหรับผู้เสียภาษีอากร ที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งกรมสรรพากรกำหนดให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่

                         5.3.2  กรณีอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์  ตามข้อ  5.2.2  ให้ยื่นคำอุทธรณ์ที่หน่วยงาน  ดังนี้

                                   (1) สำนักงานสรรพากรภาค 

                                         (ก)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรภาคนั้น

                                         (ข)  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินสังกัดกรมศุลกากรที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรภาคนั้น

                                   (2) สำนักงานสรรพากรพื้นที่  กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่นั้น

                      (แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ ตามประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 ใช้บังคับ 25 มกราคม 2551 เป็นต้นไป)

           ข้อ 6   การรับอุทธรณ์

                       6.1 ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับคำอุทธรณ์ ตามข้อ 5.3 จัดข้าราชการตั้งแต่ระดับ 3  ขึ้นไป  เป็นผู้รับคำอุทธรณ์

                       6.2 ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำอุทธรณ์  ตรวจคำอุทธรณ์ว่า  ผู้เสียภาษีอากรได้กรอก  ข้อความ  และแนบหลักฐานตามที่ระบุไว้ในคำอุทธรณ์ครบถ้วนก่อนรับคำอุทธรณ์  พร้อมออกใบรับคำอุทธรณ์ให้แก่ผู้ยื่นคำอุทธรณ์  โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

                              (1)  ชื่อผู้อุทธรณ์

                              (2)  วัน เดือน ปี ที่รับคำอุทธรณ์

                              (3)  ประเภทภาษีอากร

                              (4)  เดือน ปีภาษีที่อุทธรณ์

                              (5)  เลขรับอุทธรณ์ โดยให้เลขรับอุทธรณ์แยกตามประเภทภาษี และตามจำนวนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากร

                              (6)  ลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับคำอุทธรณ์  โดยระบุชื่อ  ชื่อสกุล  และตำแหน่งกำกับไว้ให้ชัดเจน

                              ให้บันทึกเลขรับอุทธรณ์  วัน  เดือน  ปี  ที่รับคำอุทธรณ์  และลงลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับคำอุทธรณ์  พร้อมระบุชื่อ  ชื่อสกุล  และตำแหน่งกำกับไว้ให้ชัดเจนที่มุมบนซ้าย  ในหน้าแรกของคำอุทธรณ์

                       6.3 กรณีที่หน่วยงานรับคำอุทธรณ์ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการรับคำอุทธรณ์  ให้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการรับคำอุทธรณ์แต่ละรายไว้ในฐานข้อมูลเรียงตามลำดับเลขรับอุทธรณ์  โดยให้แยกเป็นแต่ละประเภทภาษีอากร

                              กรณีที่หน่วยงานรับคำอุทธรณ์ไม่ได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการรับคำอุทธรณ์  ให้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการรับคำอุทธรณ์  แต่ละรายไว้ในสมุดบัญชีแสดงการรับและพิจารณาอุทธรณ์  (ท.ง.ด.5)  เรียงตามลำดับเลขรับอุทธรณ์ โดยให้แยกบัญชีดังกล่าวเป็นแต่ละประเภทภาษีอากร

                              กรณีที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เป็นหน่วยงานรับคำอุทธรณ์  เมื่อเจ้าหน้าที่ ผู้รับคำอุทธรณ์บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการรับคำอุทธรณ์แล้ว  ให้สำเนาคำอุทธรณ์ไว้เพื่อดำเนินการตามข้อ  6.5  และแจ้งการรับคำอุทธรณ์ทุกรายพร้อมส่งต้นฉบับคำอุทธรณ์ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์  เมื่อหน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ไว้แล้ว  ให้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการรับคำอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  แล้วแต่กรณี

                      6.4 กรณีที่ปรากฏว่า  ผู้เสียภาษีอากรได้ยื่นคำอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย  ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำอุทธรณ์แจ้งให้ผู้ยื่นคำอุทธรณ์ทราบทันที  โดยไม่ต้องออกใบรับคำอุทธรณ์และไม่ต้องบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการรับคำอุทธรณ์  ตามข้อ  6.3  หรือกรณีที่ได้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการรับคำอุทธรณ์ ตามข้อ 6.3 ไว้แล้วเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์พบว่าผู้อุทธรณ์ยื่นคำอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย ให้แจ้งผู้อุทธรณ์ทราบเพื่อให้ผู้อุทธรณ์จัดทำคำร้องเป็นหนังสือถึงอธิบดีขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์  ตามมาตรา  3  อัฏฐ  แห่งประมวลรัษฎากร โดยชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลความจำเป็นที่ไม่สามารถยื่นคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแนบมาพร้อมคำอุทธรณ์

                            กรณีผู้ยื่นคำอุทธรณ์ได้ยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่  ให้หน่วยงานที่รับคำร้องนั้น  ส่งคำร้องพร้อมคำอุทธรณ์  ภาพถ่ายหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากร  และหลักฐานการรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากร  รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 3 วันทำการ  นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง

                             กรณีหน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ได้รับคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์แล้ว  ให้พิจารณาคำร้องโดยตรวจสอบข้อเท็จจริง  เหตุผลความจำเป็นและเอกสารหลักฐานต่างๆ  แล้วจัดทำรายงานการพิจารณาคำร้องเสนอความเห็นว่า  ควรขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ให้ผู้ร้องหรือไม่ เพราะเหตุใด พร้อมแนบคำร้องและคำอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่งการ

                             กรณีอธิบดีสั่งการไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์จัดทำหนังสือถึงผู้ร้อง  เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการไม่ได้รับอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ และสำหรับกรณีที่ได้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการรับคำอุทธรณ์ ตามข้อ 6.3 แล้ว ให้บันทึกการสั่งการดังกล่าวไว้ในฐานข้อมูลหรือสมุดบัญชีแสดงการรับและพิจารณาอุทธรณ์ด้วย

                             กรณีอธิบดีสั่งการอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์จัดทำหนังสือถึงผู้ร้อง เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ และให้หมายเหตุว่าผู้อุทธรณ์รายนี้ได้รับอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ตามคำสั่งอธิบดี  เมื่อวัน  เดือน  ปีใด  ไว้ที่มุมบนซ้ายในหน้าแรกของคำอุทธรณ์  และในฐานข้อมูลหรือสมุดบัญชีแสดงการรับและพิจารณาอุทธรณ์ ตามข้อ  6.3  รวมทั้งแนบคำสั่งอนุมัติของอธิบดีไว้กับคำอุทธรณ์  สำหรับกรณีที่ยังมิได้ออกใบรับคำอุทธรณ์ให้ออกใบรับคำอุทธรณ์  ตามข้อ  6.2 เพื่อจัดส่งไปให้ผู้อุทธรณ์พร้อมกับหนังสือแจ้งการอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์และบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการรับคำอุทธรณ์  ตามข้อ  6.3

                      6.5 เมื่อหน่วยงานรับคำอุทธรณ์ได้บันทึกการรับคำอุทธรณ์ไว้แล้ว ให้ดำเนินการต่อไป  ดังนี้

                             6.5.1  แจ้งการรับคำอุทธรณ์ให้หน่วยงานควบคุมการเร่งรัดภาษีอากรค้างทราบ  เพื่อให้แจ้งหน่วยงานจัดเก็บภาษีอากรและหน่วยงานเร่งรัดภาษีอากรค้างด้วย

                             6.5.2  แจ้งการรับคำอุทธรณ์ให้หน่วยงานที่ประเมินภาษีอากร  เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลในการประเมินภาษีอากร  พร้อมทั้งส่งสำเนาคำอุทธรณ์ไปด้วย  ภายใน 3 วันทำการ  นับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์

                      6.6 เมื่อหน่วยงานที่ประเมินภาษีอากรได้รับแจ้ง  ตามข้อ  6.5.2  แล้ว  ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลในการประเมินภาษีอากร พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลหักล้างข้อโต้แย้งของผู้อุทธรณ์เป็นรายประเด็น  แล้วจัดส่งสำนวนการประเมินภาษีอากรรายนั้นทั้งหมดให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์  ภายใน  15  วันทำการ  นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากหน่วยงานรับคำอุทธรณ์

หมวด 2

การพิจารณาคำอุทธรณ์

          ข้อ 7   หน่วยงานที่มีหน้าที่พิจารณาคำอุทธรณ์

                     7.1 ให้หน่วยงานต่อไปนี้เป็นหน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการรวบรวมเอกสาร หลักฐาน สรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมทั้งจัดทำรายงานการพิจารณาอุทธรณ์เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

                            7.1.1  สำนักงานสรรพากรภาค 1  2  3 และสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่สำหรับการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามข้อ 5.2.1  ซึ่งหน่วยงานรับคำอุทธรณ์ตามข้อ 5.3.1  รับไว้

                            7.1.2  สำนักงานสรรพากรภาค  4  5  6  7  8  9  10  11 และ 12  สำหรับการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามข้อ 5.2.2  ซึ่งหน่วยงานรับคำอุทธรณ์ตามข้อ 5.3.2 รับไว้

                     7.2 ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์จัดเจ้าหน้าที่ให้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์จะต้องไม่เป็นผู้ที่ทำการตรวจสอบ หรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตรวจสอบภาษีอากรรายที่อุทธรณ์นั้นมาก่อน

                     7.3 เมื่อหน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์หรือคำชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลในการประเมินภาษีอากร  พร้อมทั้งเหตุผลหักล้างข้อโต้แย้งของผู้อุทธรณ์และสำนวนเรื่องทั้งหมดจากหน่วยงานที่ประเมินภาษีอากรแล้ว  ให้ส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ดำเนินการ

          ข้อ 8   การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์

                     8.1 เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ได้รับเรื่องอุทธรณ์  ตามข้อ  7.3  แล้ว  ให้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย  ตามเหตุผลข้ออ้างอิง  ทั้งของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่และของผู้อุทธรณ์

                            กรณีมีเหตุอันจำเป็นและสมควรที่จะต้องออกหนังสือเชิญพบหรือหมายเรียกผู้อุทธรณ์หรือพยานมาไต่สวน และ/หรือให้นำเอกสารหลักฐานมาส่งมอบเพื่อประกอบการพิจารณาอุทธรณ์ ให้เสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อออกหนังสือเชิญพบหรือขออนุมัติออกหมายเรียกต่อกรรมการพิจารณาอุทธรณ์   ตามมาตรา  32  แห่งประมวลรัษฎากร

                           กรณีให้ผู้อุทธรณ์นำส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา ให้กำหนดระยะเวลาให้ส่งมอบอย่างช้าไม่เกิน  1  เดือน  นับแต่วันได้รับหนังสือเชิญพบหรือหมายเรียก  และแจ้งผู้อุทธรณ์ให้ทราบว่า  หากไม่ส่งมอบภายในระยะเวลาที่กำหนดจะพิจารณาตามหลักฐานเท่าที่ปรากฏ  เว้นแต่ กรณีที่ผู้อุทธรณ์มีเหตุจำเป็น อาจขยายกำหนดเวลาออกไปได้ตามสมควรแก่กรณี โดยผู้อุทธรณ์จะต้องแจ้งเหตุจำเป็นนั้นก่อนถึงกำหนดเวลา

                     8.2 เมื่อได้ดำเนินการตามข้อ 8.1 แล้วให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์พิจารณาและเสนอความเห็นโดยจัดทำเป็นรายงานการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วย

                            (1)  การรับคำอุทธรณ์ แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากร และการยื่นคำอุทธรณ์ ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร

                            (2)  ข้อเท็จจริงในชั้นตรวจสอบ  แสดงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย  เอกสารหลักฐาน พยานที่เกี่ยวข้อง อันเป็นประเด็นและเหตุผลในการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่

                            (3)  ประเด็นการอุทธรณ์  แสดงข้อโต้แย้งและเหตุผลของผู้อุทธรณ์

                            (4)  การดำเนินการในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์  เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมนอกจากที่ปรากฏในสำนวนการประเมินภาษีอากรและคำอุทธรณ์

                            (5)  ความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ว่า  การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในประเด็นตามการอุทธรณ์โต้แย้งนั้นถูกต้องหรือไม่  เพราะเหตุใด  และสรุปผลการพิจารณาว่าสมควรยกอุทธรณ์  ปลดภาษี   ปรับปรุงภาษี  (ลดหรือเพิ่ม)  ตามการประเมินภาษีอากร  ในกรณีที่มีการปรับปรุงภาษี  ให้แสดงจำนวนภาษีตามการประเมิน  ภาษีที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้น  และภาษีที่เรียกเก็บตามผลการพิจารณาอุทธรณ์

                           กรณีไม่รับคำอุทธรณ์ไว้พิจารณา  ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ เสนอความเห็น โดยแสดงเหตุผลเฉพาะประเด็นที่ไม่รับคำอุทธรณ์ไว้พิจารณา

                    8.3 ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์เสนอรายงานการพิจารณาอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาถึงสรรพากรภาคหรือผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อพิจารณาสั่งการ  เมื่อสรรพากรภาคหรือผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่  เห็นสมควรดำเนินการเพิ่มเติมประการใด  หรือเห็นสมควรนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ก็ให้สั่งการไว้ในเรื่อง

                          กรณีสั่งการให้ดำเนินการเพิ่มเติม  ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์   รับเรื่องกลับมาดำเนินการ แล้วนำเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่งการให้นำเสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อไป

                    8.4 กรณีเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมิน ฉบับที่ผู้อุทธรณ์ได้ยื่นคำอุทธรณ์คัดค้านการประเมินไว้แล้ว  หรือผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องขอถอน  คำอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้  ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์จัดทำบันทึกการจำหน่ายคำอุทธรณ์  เสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการให้นำเสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อทราบและจำหน่ายคำอุทธรณ์ออกจากทะเบียนเพื่อดำเนินการตามข้อ  13.1

หมวด 3

การพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

          ข้อ 9   การจัดประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

                      9.1 ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์  จัดให้มีเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่ละคณะ  แล้วนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อแต่งตั้งเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ

                      9.2 เมื่อสรรพากรภาคหรือผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ได้สั่งให้นำเรื่องอุทธรณ์เสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามข้อ 8.3 แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ส่งเรื่องทั้งหมดให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เพื่อลงทะเบียนรับเรื่องอุทธรณ์ไว้  แล้วจัดเข้าระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

                      9.3 ให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จัดระเบียบวาระการประชุมให้มีเรื่องอุทธรณ์  ตามข้อ 9.2  โดยในระเบียบวาระการประชุมให้แจ้งรายละเอียดแต่ละเรื่อง  ดังนี้

                             (1)  ข้อเท็จจริงในชั้นตรวจสอบ

                             (2)  ประเด็นการอุทธรณ์

                             (3)  การดำเนินการในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ (ถ้ามี)

                             (4)  ความเห็นและเหตุผลของหน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์

                      9.4 ให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จัดส่งระเบียบวาระการประชุมให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทราบล่วงหน้าก่อนวันประชุม  แต่ไม่น้อยกว่า 1 วันทำการ

          ข้อ 10 การประชุมและการวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

                      ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสนอให้อธิบดีหรือผู้แทน  หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน  ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม  แล้วแต่กรณี

                      การมีมติวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้ถือตามเสียงข้างมาก  และให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จดรายงานการประชุมโดยละเอียดไว้เป็นหลักฐาน

          ข้อ 11 การจัดทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์

                     11.1 เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาและมีมติวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จัดทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ 2 ฉบับ พร้อมสำเนาคู่ฉบับ 1  ฉบับ  มีข้อความตรงกันโดยใช้แบบคำวินิจฉัยอุทธรณ์  (ภ.ส.7)  ตามที่อธิบดีกำหนด  เพื่อนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลงนาม  แล้วบันทึกผลการพิจารณาอุทธรณ์ในระบบคอมพิวเตอร์  หรือสมุดบัญชีแสดงการรับและพิจารณาอุทธรณ์  (ท.ง.ด.5)  และจัดทำทะเบียนออกเลขที่ของคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามข้อ 11.2 โดยลงวันที่ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติวินิจฉัยอุทธรณ์  แล้วจัดส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ฉบับหนึ่ง ส่วนอีกฉบับหนึ่ง ให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เก็บไว้เป็นหลักฐานของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์  และสำเนาคู่ฉบับให้เก็บรวมไว้ในสำนวนการพิจารณาอุทธรณ์

                     11.2 การให้เลขที่คำวินิจฉัยอุทธรณ์  ให้กำหนดดังนี้

                              สำหรับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กรุงเทพมหานคร

                                     สภ. (ระบุภาค…)(อธ.(ระบุฝ่าย…)) /(เลขที่เรียงลำดับของแต่ละฝ่าย)/(ปีประดิทินที่มีมติ)

                                    ภญ. (ระบุฝ่าย…) /(เลขที่เรียงลำดับของแต่ละฝ่าย) /(ปีประดิทินที่มีมติ)

                              สำหรับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จังหวัดอื่น

                                     สภ. (ระบุภาค…)(ชื่อย่อจังหวัด) /(เลขที่เรียงลำดับของแต่ละจังหวัด) /(ปีประดิทินที่มีมติ)

                     11.3 ให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จัดทำสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์แต่ละรายจำนวน 4 ฉบับ  พร้อมทั้งรับรองสำเนา  และจัดทำ ท.ป.3 ข ต่อท้ายสำเนาคู่ฉบับคำวินิจฉัยอุทธรณ์และสำเนาทั้ง  4  ฉบับดังกล่าว  เสนอให้สรรพากรภาคหรือผู้แทน  หรือผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้แทนลงนาม แล้วจัดส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้  เพื่อดำเนินการต่อไปตามผลการวินิจฉัยอุทธรณ์

                              (1)  หน่วยงานควบคุมการเร่งรัดภาษีอากรค้าง

                              (2)  หน่วยงานจัดเก็บภาษีอากร

                              (3)  หน่วยงานเร่งรัดภาษีอากรค้าง

                              (4)  หน่วยงานที่ประเมินภาษีอากร

                              การจัดส่งสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่หน่วยงานที่ประเมินภาษีอากร   ให้ส่งคืนสำนวนการประเมินภาษีอากรไปพร้อมกันด้วย

          ข้อ 12 การจัดทำคำวินิจฉัยไม่รับคำอุทธรณ์

                     กรณีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติไม่รับคำอุทธรณ์ไว้พิจารณา ให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จัดทำคำวินิจฉัยไม่รับคำอุทธรณ์ ตามแบบคำวินิจฉัยไม่รับคำอุทธรณ์ที่อธิบดีกำหนด  โดยให้ดำเนินการเช่นเดียวกับการจัดทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามข้อ  11  แต่ไม่ต้องจัดทำ ท.ป.3 ข

                     การออกเลขที่ของคำวินิจฉัยไม่รับคำอุทธรณ์ ให้กำหนดเช่นเดียวกับการให้เลขที่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามข้อ 11.2 และใช้ทะเบียนเดียวกันกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยให้เรียงลำดับต่อเนื่องกันไป

          ข้อ 13 การจัดทำหนังสือแจ้งการจำหน่ายคำอุทธรณ์

                      13.1 กรณีเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินฉบับที่ผู้อุทธรณ์ได้ยื่นคำอุทธรณ์คัดค้านการประเมินไว้แล้ว  หรือผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องขอถอนคำอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ ให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แจ้งให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทราบ และจำหน่ายคำอุทธรณ์ออกจากทะเบียน แล้วจัดทำหนังสือแจ้งการจำหน่ายคำอุทธรณ์พร้อมสำเนาคู่ฉบับ  เสนออธิบดีหรือผู้แทน  สำหรับการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามข้อ  5.2.1  หรือสรรพากรภาคหรือผู้แทน  สำหรับการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามข้อ  5.2.2  ลงนามในฐานะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์  และแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบ

                       13.2 ให้เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จัดทำสำเนาหนังสือแจ้ง  การจำหน่ายคำอุทธรณ์จำนวน 4 ฉบับ  พร้อมทั้งรับรองสำเนา  แล้วจัดส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกับในข้อ 11.3

หมวด 4

การทุเลาการเสียภาษีอากร

          ข้อ 14 การทุเลาการเสียภาษีอากร

                      ในกรณีที่มีการยื่นคำอุทธรณ์และผู้อุทธรณ์ประสงค์จะขอทุเลาการเสียภาษีอากรระหว่างรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาล  ผู้อุทธรณ์จะต้องยื่นคำร้องต่ออธิบดี  ดังนี้

                      (1) ในชั้นอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์  ให้ยื่นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์   (ภ.ส.7)

                      (2) ในชั้นอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์  (ภ.ส.7)  ต่อศาล  ให้ยื่นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด

          ข้อ 15 เว้นแต่อธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น  ในการขอทุเลาการเสียภาษีอากร  ผู้อุทธรณ์จะต้องจัดให้มีหลักประกันการชำระภาษี  ดังนี้

                      (1) ให้ธนาคารค้ำประกันหนี้ภาษีอากรพร้อมทั้งเงินเพิ่มที่ต้องชำระตามกฎหมาย โดยให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันตามแบบที่อธิบดีกำหนด

                      (2) นำอสังหาริมทรัพย์มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันต่อทางราชการ และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องมีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ในจำนวนที่คุ้มกับหนี้ภาษีอากรที่ต้องชำระ

                      (3) นำพันธบัตรรัฐบาลมาจดทะเบียนจำนำเป็นประกัน  ในจำนวนที่คุ้มกับหนี้ภาษีอากรที่ต้องชำระ

                      (4) นำสมุดเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์ของผู้อุทธรณ์ ซึ่งมียอดเงินฝากคุ้มกับหนี้ภาษีอากรที่ต้องชำระมาให้ยึดเป็นประกัน โดยต้องมีหนังสือยินยอมของผู้อุทธรณ์ให้ระงับการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการจำหน่าย จ่าย โอน เงินในบัญชีเงินฝากประจำที่นำมาค้ำประกัน และหนังสือของธนาคารรับรองยอดเงินฝากและยืนยันการปลอดภาระผูกพัน พร้อมทั้งแจ้งผลการระงับการทำนิติกรรมเพื่อกรมสรรพากรจากธนาคารพาณิชย์

                      (5) นำอสังหาริมทรัพย์หรือพันธบัตรรัฐบาลของบุคคลอื่น มาจดทะเบียนจำนองหรือจดทะเบียนจำนำเป็นประกันหนี้ภาษีอากรที่ต้องชำระบางส่วน ในกรณีนี้เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากรบางส่วนของผู้อุทธรณ์ กรมสรรพากรมีสิทธิที่จะเร่งรัดหนี้ภาษีอากรที่ต้องชำระในส่วนที่ไม่มีหลักประกันได้ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร

                      (แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ ตามประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2547 ใช้บังคับ 16 ส.ค.47 เป็นต้นไป)

          ข้อ 16 หน่วยงานรับคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากร

                      ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรที่หน่วยงาน  ดังนี้

                      (1) สำนักงานสรรพากรภาค ซึ่งเป็นหน่วยงานรับคำอุทธรณ์ หรือในกรณีที่หนี้ภาษีอากรตั้งค้างที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่อยู่ในเขตท้องที่ของสำนักงานสรรพากรภาคนั้น

                      (2) สำนักงานสรรพากรพื้นที่  ในกรณีที่หนี้ภาษีอากรตั้งค้างอยู่ที่สำนักงาน

สรรพากรพื้นที่นั้น

                      (3) สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหน่วยงานรับคำอุทธรณ์

          ข้อ 17 การพิจารณาคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากร

                      17.1 ให้หน่วยงานรับคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากร ตรวจสอบความถูกต้องของคำร้องและหลักประกัน  แล้วจัดส่งคำร้องและสำเนาหลักประกันให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาคำร้อง  ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง

                               กรณีเป็นหลักประกันตามข้อ 15(1) ให้เก็บรักษาต้นฉบับสัญญาค้ำประกันไว้  ณ  หน่วยงานที่รับคำร้อง  นั้น

                      17.2 เมื่อหน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ได้รับคำร้อง  และหลักประกันหรือสำเนาหลักประกัน  ให้ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานเสนอความเห็นว่าควรอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรต่อผู้บังคับบัญชาถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่งการ

                               กรณีอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรจะต้องเป็นการอนุมัติโดยมีเงื่อนไขว่า ต้องได้รับการยืนยันการค้ำประกันจากธนาคาร  หรือมีการจดทะเบียนจำนองหรือจำนำ  แล้วแต่กรณี  เสียก่อน

                     17.3 กรณีได้รับอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากร โดยมีหลักประกันตามข้อ 15 ให้ดำเนินการ ดังนี้

                              17.3.1  กรณีให้ธนาคารค้ำประกัน  ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ขอรับการยืนยันการค้ำประกันจากธนาคารผู้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน

                              17.3.2  กรณีนำอสังหาริมทรัพย์มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระภาษี  ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ดำเนินการ  ดังนี้

                                           (1)  สำนักงานสรรพากรภาค

                                                  (1.1)  กรณีอสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร  ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบสภาพและราคาอสังหาริมทรัพย์  รวมทั้งไปจดทะเบียนจำนองตามท้องที่ที่รับผิดชอบ  ดังนี้

                                                            (ก) กรณีหนี้ภาษีอากรตั้งค้างที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร  ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่หนี้ภาษีอากรตั้งค้างเป็นผู้ดำเนินการ

                                                            (ข)  กรณีหนี้ภาษีอากรตั้งค้างที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร  ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่เป็นผู้ดำเนินการ

                                                  (1.2)  กรณีอสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่จังหวัดนั้นๆ เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบสภาพและราคาอสังหาริมทรัพย์  รวมทั้งไปจดทะเบียนจำนอง

                                           (2)  สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่

                                                  (2.1)  กรณีอสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ให้สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่  เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบสภาพและราคาอสังหาริมทรัพย์  รวมทั้งไปจดทะเบียนจำนอง

                                                  (2.2)  กรณีอสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร  ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่จังหวัดนั้นๆ  เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบสภาพและราคาอสังหาริมทรัพย์  รวมทั้งไปจดทะเบียนจำนอง

                              17.3.3  กรณีนำพันธบัตรรัฐบาลมาจดทะเบียนจำนำเป็นประกันการชำระภาษี  ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ดำเนินการ  ดังนี้

                                           (1)  สำนักงานสรรพากรภาค 

                                                  (1.1)  กรณีนายทะเบียนพันธบัตรรัฐบาล มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร  ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจำนำ  ตามท้องที่ที่รับผิดชอบ ดังนี้

                                                             (ก) กรณีหนี้ภาษีอากรตั้งค้างที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร  ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่หนี้ภาษีอากรตั้งค้างเป็นผู้ดำเนินการ

                                                             (ข) กรณีหนี้ภาษีอากรตั้งค้างที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สำนักงานของนายทะเบียนพันธบัตรรัฐบาลตั้งอยู่เป็นผู้ดำเนินการ

                                                  (1.2)  กรณีนายทะเบียนพันธบัตรรัฐบาล มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร  ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่จังหวัดนั้นๆ  เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจำนำ

                                           (2)  สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่

                                                  (2.1) กรณีนายทะเบียนพันธบัตรรัฐบาล มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร  ให้สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่  เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจำนำ

                                                  (2.2) กรณีนายทะเบียนพันธบัตรรัฐบาล มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร  ให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่จังหวัดนั้นๆ  เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจำนำ

                     17.4 เมื่อได้ดำเนินการตามข้อ 17.3.2 หรือ 17.3.3 แล้ว ให้เก็บสัญญาจำนองหรือสัญญาจำนำไว้  ณ  หน่วยงานที่ดำเนินการจดทะเบียน  แล้วจัดส่งสำเนาภาพถ่ายสัญญาจำนองหรือสัญญาจำนำ  ให้แก่หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์

          ข้อ 18 การแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากร

                     เมื่ออธิบดีสั่งการแล้ว  ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์จัดทำหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้อุทธรณ์ทราบ  และจัดทำสำเนาหนังสือดังกล่าวส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

                     (1) หน่วยงานควบคุมการเร่งรัดภาษีอากรค้าง

                     (2) หน่วยงานจัดเก็บภาษีอากร

                     (3) หน่วยงานเร่งรัดภาษีอากรค้าง

หมวด 5

การรายงานผลการปฏิบัติงาน

          ข้อ 19 การรายงานการอุทธรณ์ภาษีอากร  การขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์  และการขอทุเลาการเสียภาษีอากร

                     19.1 ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์รายงานการรับคำอุทธรณ์ (ภ.ส.6) การมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์(ภ.ส.7) และงานอุทธรณ์ค้างดำเนินการจำแนกตามอายุงานค้างและสถานะงานค้างให้กรมสรรพากรทราบเป็นรายเดือน  ภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป

                     19.2 ให้หน่วยงานพิจารณาอุทธรณ์ รายงานการรับคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์และการขอทุเลาการเสียภาษีอากร การพิจารณาคำร้องดังกล่าว  และงานคำร้องค้างดำเนินการจำแนกตามอายุงานค้าง ให้กรมสรรพากรทราบเป็นรายไตรมาส ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนสุดท้ายของไตรมาสนั้น

          ข้อ 20 บรรดาระเบียบ  คำสั่ง  หรือหนังสืออื่นใดในส่วนที่ขัดหรือแย้งกับข้อกำหนดในระเบียบนี้  ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

          ข้อ 21 ให้ผู้อำนวยการสำนักอุทธรณ์ภาษี  รักษาการตามระเบียบนี้

                          ประกาศ ณ วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2546

 

ศุภรัตน์  ควัฒน์กุล

(นายศุภรัตน์  ควัฒน์กุล)

อธิบดีกรมสรรพากร

   

ปรับปรุงล่าสุด: 25-03-2021