เมนูปิด

ข้อ 11
เงินปันผล

 

1.             เงินปันผลที่บรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งจ่ายแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในหรือบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง อาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก แต่ภาษีที่เก็บจะต้องไม่เกิน

 

                (ก)          ร้อยละ 20 ของจำนวนเงินปันผลทั้งสิ้น ถ้าบรรษัทที่จ่ายเงินปันผลนั้นดำเนินกิจการอุตสาหกรรม

                              หรือถ้าผู้รับเงินปันผลเป็นบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นไม่น้อยกว่า

                              ร้อยละ 25 ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงของบรรษัทที่จ่ายเงินปันผล

 

                (ข)          ร้อยละ 15 ของจำนวนเงินปันผลทั้งสิ้น ถ้าบรรษัทที่จ่ายเงินปันผลดำเนินการกิจการอุตสาหกรรม

                              และผู้รับเงินปันผลเป็นบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ

                              10 ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงของบรรษัทที่จ่ายเงินปันผลนั้น

 

2.             บทของวรรค 1 ของข้อนี้ มิให้ใช้บังคับ ถ้าหากผู้รับเงินปันผลซึ่งผู้ถิ่นที่อยู่ในหรือเป็นบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง มีอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งที่เงินปันผลนั้นเกิดขึ้น ซึ่งสถานประกอบการถาวรอันเกี่ยวข้องในประการสำคัญกับการถือหุ้น อันเป็นเหตุแห่งการจ่ายเงินปันผลนั้น ในกรณีดังกล่าว ให้ใช้บังคับบทของข้อ 7 โดยถือเสมือนว่าเงินปันผลเป็นเงินกำไรจากอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์

 

3.             ในกรณีที่บรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งได้รับเงินกำไรหรือเงินได้จากรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง รัฐอีกรัฐหนึ่งนั้นจะต้องไม่ตั้งบังคับภาษีใดๆ จากเงินปันผลที่บรรษัทนั้นจ่ายให้แก่บุคคลที่มิได้เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในหรือบรรษัทของอีกรัฐหนึ่งนั้น หรือตั้งบัง คับภาษีใดๆ ในลักษณะของภาษีกำไรที่ยังมิได้จัดสรรจากกำไรที่ยังมิได้จัดสรรของบรรษัทนั้น ไม่ว่าเงินปันผลหรือกำไรที่ยังมิได้จัดสรรนั้นจะเป็นกำไรหรือเงินได้ที่ได้มาทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนก็ตาม

 

4.             ในข้อนี้คำว่า "กิจการอุตสาหกรรม" หมายถึง กิจการประเภทต่างๆ ดังระบุไว้ข้างล่างนี้

 

                (ก)          การผลิต การประกอบ และการแปรสภาพ

 

                (ข)          การก่อสร้าง วิศวกรรมโยธา และการต่อเรือ

 

                (ค)          การผลิตกระแสไฟฟ้า พลังน้ำ หรือก๊าซ หรือการประปา

 

                (ง)          เกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง และการดำเนินการเพาะปลูก

 

                (จ)          กิจการด้านอื่น ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษตามกฎหมายของรัฐผู้ทำสัญญารัฐใดรัฐหนึ่งในการส่งเสริมการ

                              ลงทุนเพื่ออุตสาหกรรมและ

 

                (ฉ)          กิจการใดๆ ซึ่งอาจประกาศได้ว่าเป็น "กิจการอุตสาหกรรม" เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งข้อนี้ โดย

                              เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งกิจการนั้นตั้งอยู่

 

 

ข้อ 12
ดอกเบี้ย

1.             ดอกเบี้ยที่เกิดจากแหล่งภายในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง ซึ่งจ่ายให้แก่รัฐบาลของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น ธนาคารกลางของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง หรือองค์การหรือตัวแทนใดๆ (รวมทั้งสถาบันการเงิน) ซึ่งรัฐบาลหรือธนาคารกลางนั้นหรือ ทั้งสองแห่งเป็นเจ้าของทั้งหมดให้ได้รับการยกเว้นภาษีในรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก

 

2.             ภาษีที่รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งบังคับเก็บจากดอกเบี้ยซึ่งสถาบันการเงินใดๆ (รวมทั้งบริษัทประกันภัย) ซึ่งเป็นบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งได้รับจากหุ้นกู้ที่ออกโดยหรือเงินกู้ที่ให้กู้แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในหรือบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรกนั้น จะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนเงินทั้งสิ้น

 

3.             บทของวรรค (2) ของข้อนี้ มิให้ใช้บังคับ หากผู้รับดอกเบี้ยซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในหรือบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง มีอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งที่ดอกเบี้ยนั้นเกิดขึ้น ซึ่งสถานประกอบการถาวรอันเกี่ยวข้องในประการสำคัญกับสิทธิเรียกร้องหนี้ที่ก่อ ให้เกิดดอกเบี้ยนั้น ในกรณีดังกล่าวให้ใช้บทของข้อ 7 บังคับเสมือนหนึ่งว่าเป็นกำไรจากอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์

 

4.             ในกรณีที่ดอกเบี้ยใดๆ ซึ่งบุคคลหนึ่งจ่ายให้กับบุคคลใดที่มีความสัมพันธ์กันตามที่ได้นิยามไว้ในข้อ 10 มีจำนวนเกินกว่าค่าตอบแทนอันยุติธรรมและเหมาะสมโดยคำนึงถึงจำนวนหนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยนั้น บทของวรรค (2) ของข้อนี้ จะใช้บังคับแต่กับจำนวนดอกเบี้ยที่เป็นค่าตอบแทนอันยุติธรรมและเหมาะสมเท่านั้นและส่วนเกินของเงินชำระนั้นให้จัดประเภทและเก็บภาษีตามกฎหมายของรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐ รวมทั้งบทของอนุสัญญานี้เท่าที่ใช้บังคับได้

 

5.             (ก)          นอกจากที่ได้ระบุไว้ในอนุวรรค (ข) ดอกเบี้ยที่รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง รวมทั้งรัฐบาลส่วนท้องถิ่น

                              หรือผู้มีถิ่นที่อยู่ในหรือบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้นเป็นผู้จ่าย ให้ถือว่าเป็นเงินได้จากแหล่ง

                              ภายในรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้น

 

                (ข)          ดอกเบี้ยซึ่งผู้มีถิ่นที่อยู่ในหรือบรรษัทของรัฐใด ซึ่งมีสถานประกอบการถาวรในอีกรัฐหนึ่งจ่ายโดย

                              ตรงจากกองทุนของสถานประกอบการถาวรนั้นๆ สำหรับหนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อการใช้ประโยชน์ของ

                              สถานประกอบการนั้นโดยเฉพาะ หรือสำหรับเงินฝากธนาคารกับสถานประกอบการถาวรดังกล่าว

                              ให้ถือเสมือนว่าเป็นเงินได้จากแหล่งภายในรัฐซึ่งสถานประกอบการถาวรนั้นตั้งอยู่

 

 

ข้อ 13
ค่าสิทธิ

1.             ภาษีที่รัฐบาลผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งตั้งบังคับเก็บจากค่าสิทธิซึ่งผู้มีถิ่นที่อยู่ในหรือบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง ซึ่งมิได้มีสถานประกอบการถาวรอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรกได้จากแหล่งภายในรัฐผู้ทำสัญญานั้น และจากเงินได้ซึ่งได้จากแหล่งภายในรัฐผู้ทำสัญญานั้น ด้วยการจำหน่ายทรัพย์สิน หรือข้อสนเทศตามที่ระบุไว้ในวรรค (2) ของข้อนี้ จะต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนเงินทั้งสิ้น

 

2.             เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งข้อนี้ "ค่าสิทธิ" หมายถึง ค่าสิทธิใดๆ ค่าเช่า หรือจำนวนเงินอย่างอื่นใดที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้ หรือสิทธิในการใช้

 

                (ก)          ลิขสิทธิ์ของวรรณกรรม ผลงานทางศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ สิทธิบัตร แบบแผนผัง กรรมวิธีลับ

                              หรือสูตรลับ เครื่องหมายการค้า ฟิล์มภาพยนตร์ ฟิล์มหรือแถบบันทึกเสียง เพื่อส่งทางวิทยุหรือ

                              โทรภาพ หรือทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างอื่นที่คล้ายคลึงกัน หรือ

 

                (ข)          ข้อสนเทศเกี่ยวกับความรู้ทางอุตสาหกรรม การพาณิชย์ หรือวิทยาศาสตร์ ประสบการณ์ หรือ

                              ทักษะ คำนี้ไม่รวมถึงค่าสิทธิ ค่าเช่า หรือจำนวนเงินอื่นใดที่จ่ายให้เกี่ยวกับการประกอบการ

                              เหมืองแร่ เหมืองหิน หรือทรัพยากรธรรมชาติอย่างอื่น

 

3.             มิให้ใช้บังคับบทของวรรค (1) ของข้อนี้ ในกรณีที่ผู้รับค่าสิทธิหรือเงินได้ ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในหรือบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง มีอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งที่ค่าสิทธิหรือเงินได้เกิดขึ้นซึ่งสถานประกอบการถาวรอันเกี่ยวข้องในประการสำคัญกับทรัพย์สิน สิทธิ หรือข้อสนเทศที่ก่อให้เกิดค่าสิทธิหรือเงินได้นทของข้อ 7 เสมือนหนึ่งว่าค่าสิทธิ และเงินได้เป็นกำไรจากอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์

 

4.             ในกรณีที่ค่าสิทธิใดๆ ซึ่งบุคคลหนึ่งจ่ายให้แก่บุคคลอื่นใดที่มีความสัมพันธ์กัน ตามที่ได้นิยามไว้ในข้อ 10 มีจำนวนเกินกว่าค่าตอบแทนอันยุติธรรมและเหมาะสม โดยคำนึงถึงสิทธิที่ต้องชำระให้นั้นให้ใช้บังคับบทของวรรค (1) ของข้อนี้ แก่จำนวนค่าสิทธิที่เป็นค่าตอบแทนอันยุติธรรมและเหมาะสมเท่านั้น ส่วนเกินของเงินที่ชำระนั้นให้กำหนดประเภทและเก็บภาษีตามกฎหมายของรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐ รวมทั้งบทของอนุสัญญานี้เท่าที่ใช้บังคับได้

 

5.             ค่าสิทธิซึ่งชำระเพื่อการใช้ หรือสิทธิในการใช้ ทรัพย์สินหรือข้อสนเทศซึ่งระบุไว้ในวรรค 2 ของข้อนี้ ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐใดรัฐหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นเงินได้จากแหล่งภายในรัฐนั้น เงินได้จากการจำหน่ายทรัพย์สิน หรือข้อสนเทศตามที่ระบุไว้ในวรรค (2) ของข้อนี้ เพื่อการใช้ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐใดรัฐหนึ่งให้ถือว่าเป็นเงินได้จากแหล่งภายในรัฐนั้น

 

ข้อ 14
เงินได้จากอสังหาริมทรัพย์

                เงินได้จากอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งผลได้จากการขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์นั้น หรือค่าสิทธิเกี่ยวกับการประกอบการเหมืองแร่ เหมืองดิน หรือทรัพยากรธรรมชาติอย่างอื่น อาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่

 

                เรือ และอากาศยาน มิได้ถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์

 

ข้อ 15
เงินได้จากบริการส่วนบุคคล

1.             เงินได้จากบริการส่วนบุคคล ซึ่งผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งได้รับในส่วนที่เกี่ยวกับบริการที่ให้ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง ให้ได้รับยกเว้นภาษีที่เก็บโดยรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น ถ้า

 

                (ก)          ผู้รับอยู่ในอีกรัฐหนึ่งนั้น ชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ ซึ่งรวมแล้วไม่เกินกว่า 183 วัน ในปี

                              รัษฎากรที่เกี่ยวข้อง และ

 

                (ข)          เงินได้นั้น จ่ายโดย หรือในนามของบุคคลอื่นที่ไม่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในหรือบรรษัทของอีกรัฐหนึ่ง

                              และ

 

                (ค)          เงินได้นั้น มิได้ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการถาวร ซึ่งบุคคลผู้จ่ายเงินได้นั้นมีอยู่ในอีกรัฐหนึ่ง

 

2.             เพื่อความมุ่งประสงค์ของวรรค (1) คำว่า "เงินได้จากบริการส่วนบุคคล" หมายความรวมถึงเงินได้จากการจ้างทำงาน และเงินได้ที่เอกชนหาได้จากการให้บริการส่วนบุคคลในฐานะอิสระ คำว่า "เงินได้จากการจ้างทำงาน" หมายความรวมถึง เงินได้จากบริการที่เจ้าหน้าที่และกรรมการของบรรษัทได้กระทำ แต่ไม่รวมถึงเงินได้จากบริการส่วนบุคคลที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้กระทำ ซึ่งให้ถือว่าเป็นเงินได้จากการให้บริการในฐานะอิสระ

 

3.             แม้จะมีบทของวรรค (1) และ (2)ของข้อนี้อยู่แล้วก็ดี เงินได้ซึ่งเอกชนได้รับในฐานะของสมาชิกในคณะกรรมการบริหารของบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญารัฐใดรัฐหนึ่งอาจจัดเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้น

 

4.             แม้จะมีบทของวรรค (1) ของข้อนี้อยู่แล้วก็ดี เงินได้จากบริการส่วนบุคคลซึ่งผู้มีถิ่นที่อยู่ในหรือบรรษัทของรัฐผู้ทำสัญญารัฐใดรัฐหนึ่ง กระทำบนเรือ หรืออากาศยานที่ดำเนินการให้ได้รับยกเว้นภาษีในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง

 

5.             แม้จะมีบทของวรรค (1) ของข้อนี้แล้วก็ดี เงินได้จากบริการส่วนบุคคลของนักแสดงสาธารณะ เช่น นักกีฬา นักดนตรี และนักแสดงละคร จากกิจกรรมของตนในฐานะเช่นว่านั้น อาจจัดเก็บภาษีในรัฐผู้ทำสัญญา ซึ่งได้มีการให้บริการนั้น ถ้าเงินได้ดังกล่าวเกินกว่า 50 เหรียญอเมริกา (หรือเงินวอนเกาหลีหรือเงินบาทในมูลค่าเท่ากัน) ของแต่ละวันที่เอกชนนั้นอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหลัง หรือจำนวนเงินได้รวมทั้งสิ้นเกินกว่า 1,500 เหรียญอเมริกัน (หรือเงินวอนเกาหลีหรือเงินบาทในมูลค่าเท่ากัน)

 

 

ปรับปรุงล่าสุด: 08-12-2011