เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่5201/2542 
บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัดโจทก์

กรมสรรพากร กับพวก

จำเลย
เรื่อง ภาษีการค้า
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ป.รัษฎากรฯ (มาตรา 79) พ.ร.บ.ประกันชีวิตฯ (มาตรา 22) กฎกระทรวง ฉบับที่ 6

(พ.ศ.2519)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากรการค้าตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า เลขที่ ต.2/1026/4/100071 และ ต.2/1026/4/100073 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 55/2541/สภ.1/(กม.1) และ 56/2541/สภ.1/(กม.1)
จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงได้งดสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้ประกอบการค้าประเภทการค้า 13 ประกันภัยชนิด 1 การรับประกันชีวิต ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวด 4 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งต้องเสียภาษีการค้าจากรายรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 (4) (ก)ซึ่งใช้บังคับอยู่ในเดือนภาษีพิพาท เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งภาษีการค้า เลขที่ ต.2/1026/4/100071 เรียกให้โจทก์ชำระภาษีการค้าสำหรับเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2533 พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาล รวมเป็นจำนวน 28,948,428 บาท และเลขที่ ต.2/1026/4/100073 เรียกให้โจทก์ชำระภาษีการค้าสำหรับเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2534 พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาลรวมเป็นจำนวน 39,910,025 บาท เพราะโจทก์มิได้นำรายรับที่เป็นดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ดอกเบี้ยตั๋วเงินและดอกเบี้ยหุ้นกู้ของปี 2533 จำนวน 370,740,635.81 บาท และปี 2534 จำนวน 564,258,140.29 บาท มารวมเป็นรายรับยื่นเสียภาษีการค้า โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า รายรับของโจทก์ดังกล่าวไม่ใช่ดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงิน จึงไม่ใช่รายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 (4) (ก) จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์คงเรียกเก็บเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายและให้โจทก์ชำระภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาลรวมจำนวน 23,850,745.21 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ 55/2541/สภ.1/(กม.1) และ 32,398,976.35 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ 56/2541/สภ.1/(กม.1) โจทก์จึงมอบอำนาจให้นางศรีสุดา พูลพิพัฒนันท์ ฟ้องคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า รายรับซึ่งเป็นดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ดอกเบี้ยตั๋วเงิน และดอกเบี้ยหุ้นกู้เป็นรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 (4)(ก) หรือไม่ เห็นว่า ภาษีการค้าเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายรับของผู้ประกอบการค้า มาตรา 79 บัญญัติว่ารายรับหมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรเนื่องจากการประกอบการค้า สำหรับกรณีการรับประกันชีวิต มาตรา 79 (4)(ก) บัญญัติให้รายรับหมายความว่า "ดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการในการให้กู้ยืมเงิน" ซึ่งแตกต่างจากการรับประกันภัยอย่างอื่นตามมาตรา 79 (4)(ข) ที่บัญญัติให้รายรับหมายความว่า "ค่าเบี้ยประกันหรือเงินอื่นที่ผู้รับประกันภัยเรียกเก็บเว้นแต่เบี้ยประกันภัยส่วนที่ต้องคืนภายในเดือนที่เก็บได้และเบี้ยประกันภัยที่ได้รับจากการรับประกันภัยต่อซึ่งเป็นเอาประกันภัยต่อได้เสียภาษีจากเบี้ยประกันภัยตามหมวดนี้แล้ว" ทั้งนี้เนื่องจากการรับประกันชีวิตนั้นผู้ประกอบการมีความผูกพันที่จะต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์เมื่อครบกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้หรือเมื่อผู้เอาประกันภัยได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตายแล้วแต่กรณีซึ่งแตกต่างจากการรับประกันภัยอย่างอื่น ที่ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายเงินเป็นค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาก็ต่อเมื่อเกิดความเสียหายจิรงเท่านั้น ประมวลรัษฎากรจึงไม่บัญญัติให้เบี้ยประกันภัยเป็นรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าของกิจการประกันชีวิต แต่ให้ถือเอาดอกเบี้ยซึ่งเป็นดอกผลที่ผู้ประกอบการได้รับจากการนำเบี้ยประกันภัยไปลงทุนหรือหาประโยชน์รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าบริการในการกู้ยืมเงินเป็นรายรับแทน คำว่าดอกเบี้ยในมาตรา 79(4)(ก) จึงหมายถึงดอกเบี้ยทุกประเภทที่ผู้ประกอบการรับประกันชีวิตได้รับเนื่องจากการประกอบการค้าของตนตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2510 มาตรา 22 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้บัญญัติว่า "นอกจากการประกันชีวิตบริษัทจะลงทุนประกอบธุรกิจอื่นใดได้ก็เฉพาะที่กำหนดในกฎกระทรวง..."และกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 ดังกล่าวได้กำหนดถึงธุรกิจที่บริษัทประกันชีวิตจะลงทุนไว้หลายประการ รวมถึงการให้กู้ยืม ซื้อหุ้นกู้ ซื้อหรือซื้อลดตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน และฝากเงินไว้กับธนาคารในประเทศโดยได้รับดอกเบี้ยการลงทุนดังกล่าวล้วนมีลักษณะอย่างเดียวกันคือได้รับประโยชน์หรือผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารดอกเบี้ยตั๋วเงินและดอกเบี้ยหุ้นกู้ย่อมเป็นดอกเบี้ยที่ได้รับเนื่องจากการประกอบการค้าหรือการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการประกันชีวิต ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าตามมาตรา 79(4)(ก)ความเห็นของบุคคลและหนังสือตอบข้อหารือตามที่โจทก์อ้างเป็นเพียงความเห็นที่ไม่อาจลบล้างความมุ่งหมายของบทบัญญัติกฎหมายได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(สุทิน ปัทมราชวิเชียร - ปราโมทย์ บุนนาค - ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์)

ปรับปรุงล่าสุด: 12-02-2021