เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่3528/2541 
สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนพัษนากสิกรโคกวัด จำกัด โจทก์

นายสานิต หรือสานิตย์ เชาว์ดีกับพวก

จำเลย
เรื่อง ยักยอกเงิน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง วิธีพิจารณาความแพ่ง ฟ้องซ้ำ (มาตรา 148) ป.รัษฎากร อากรแสตมป์ (มาตรา 117,118) พ.ร.บ.สหกรณ์ฯ (มาตรา 9)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ยักยอกเงินของโจทก์ ไป 34 ครั้งเป็นเงิน 289,019.27 บาท โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงาน สอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วให้ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 289,019.27 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อ โจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 388,369.27 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 289,019.27 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 ร่วมกันชำระแทนในต้นเงิน 246,519.27 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับ จำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า โจทก์ ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการของมีกำหนด 5 ปี โดยมีจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 ทำหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2530 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2531 จำเลยที่ 1 ได้ยักยอกเงินของโจทก์ 34 ครั้ง เป็นเงิน 289,019.27 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการทวงถามจากโจทก์ แล้วเพิกเฉย หนังสือค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ปิดอากร แสตมป์เมื่อคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงมีปัญหาว่า หนังสือค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จะรับฟังเป็นพยาน หลักฐานได้หรือไม่ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทำหนังสือค้ำประกันดัง โจทก์ฟ้อง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสีย อากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่า แล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114" ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวดนี้ข้อ 17 กำหนดให้ผู้ค้ำประกันเป็นผู้ที่ต้องเสียอากร โดยมีข้อยกเว้นไม่ต้องเสีย อากรใน (ข) สำหรับตราสารค้ำประกันหนี้เนื่องแต่การที่สหกรณ์ให้ สมาชิกกู้ยืมหรือยืม แต่ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 เป็นการค้ำประกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นตามสัญญาจ้างจำเลย ที่ 1 เป็นผู้จัดการของโจทก์ จึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากร และไม่มี กฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนสัญญาค้ำประกัน ดังนั้น แม้โจทก์ซึ่งเป็น สหกรณ์จะเป็นคู่สัญญาก็ไม่ได้รับยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ หรือค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 มาตรา 9 และแม้โจทก์จะได้ขออนุญาตนำหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ไปเสียอากรและเงินเพิ่มอากรซึ่งให้มีผลเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์ บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 117 แต่โจทก์จะต้องกระทำก่อน หรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งก่อน ศาลชั้นต้นตัดสินชี้ขาด โจทก์นำหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ไปเสียอากรและเงินเพิ่มอากรภายหลังที่ศาลชั้นต้นได้มีคำ พิพากษาแล้วฉะนั้นหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับจึงเป็นตราสารที่มิได้ ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ ย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้มิได้ดังที่บัญญัติ ไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และคดีนี้แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะขาดนัดยื่นคำให้การโจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 จะต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกันจริง เมื่อหนังสือค้ำประกันใช้เป็น พยานหลักฐานในคดีนี้มิได้ดังวินิจฉัยมาแล้ว คดีย่อมไม่มีทางที่จะให้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปตามฟ้องเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่ พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหา ยักยอกทรัพย์โดยมีคำขอทางแพ่งให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าว คดีถึง ที่สุดโดยศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิด ให้คืนหรือใช้เงิน แก่ผู้เสียหาย (โจทก์คดีนี้) ตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 462/2532 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้อ้างเป็นพยาน โจทก์ฟ้องจำเลย ที่ 1 เป็นคดีนี้ให้รับผิดชำระเงินจำนวนเดียวกับในคดีอาญา จึงเป็นการ รื้อร้องฟ้องคดีแพ่งในประเด็นที่ศาลในคดีอาญาได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุ อย่างเดียวกันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246,247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

(จรัญ หัตถกรรม - อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ - อรุณ น้าประเสริฐ)

 

ปรับปรุงล่าสุด: 12-02-2021