เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่4555/2539 
บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด กรมสรรพากร เจ้าหนี้ โจทก์

นายสุรินทร์ โชติมณีรัตนวงศ์

จำเลย
เรื่อง ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง แพ่ง ป. รัษฎากร (มาตรา 19, 23, 25, 49) พ.ร.บ. ล้มละลายฯ (มาตรา 94,100)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2534 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าประจำปี 2530 รวมเป็นเงิน 11,614,732 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วฟังว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2530 ที่ลูกหนี้จะต้องชำระเป็นเงินรวม 4,286,383.47 บาท ส่วนเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีอากรตามแบบ ภ.ง.ด. 12 ข้อ 10 เจ้าหนี้ได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีให้ลูกหนี้เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2534 ซึ่งเป็นวันเวลาภายหลังจากลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่พิจารณาให้ ส่วนภาษีการค้าประจำปี 2530 เจ้าหนี้จึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 1,508,04003 บาท เห็นสมควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ทั้งสองจำนวนรวมเป็นเงิน 5,794,423.54 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130(8)แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ''คดีมีปัญหาตามฎีกาของเจ้าหนี้เฉพาะส่วนเบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด พิเคราะห์แล้วเบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เจ้าหนี้ฎีกาขอให้ได้รับชำระหนี้เพิ่มเติมจำนวน 5,629,885.88บาท สืบเนื่องมาจากลูกหนี้มีรายได้จากการขายบ้านและที่ดินในปี 2530 จำนวน 10,619,060 บาทแต่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2530 เบี้ยปรับดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเงินภาษีที่เกิดขึ้นพร้อมกับหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งลูกหนี้จะต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2530 ทั้งนี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 56, 57 จัตวาเมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้เบี้ยปรับด้วย แม้ว่าเจ้าพนักงานประเมินจะได้แจ้งการประเมินไปยังลูกหนี้ภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ แต่เมื่อมูลหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเบี้ยปรับได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระเบี้ยปรับจำนวน 5,629,885.88 บาท ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเงินเบี้ยปรับเกิดขึ้นจากการที่ลูกหนี้ไม่ไปพบเจ้าพนักงานประเมินตามนัดซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้แล้วนั้นเห็นว่าการที่ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19, 23 ในกรณีเช่นนี้มีผลเพียงทำให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากรเท่านั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา25, 49 หาทำให้เงินเบี้ยปรับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ไม่ไปพบเจ้าพนักงานประเมินตามหมายเรียกแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น''

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เบี้ยปรับของเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 5,629,885.88 บาท อีกส่วนหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(จิระ บุญพจนสุนทร - สมาน เวทวินิจ - สมิทธิ์ วราอุบล)

 

ปรับปรุงล่าสุด: 07-02-2021