เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 5330/2537 

บริษัทผลิตภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง จำกัด ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการ

กิจการร่วมค้าซีแพค-โมเนีย

โจทก์
กรมสรรพากรจำเลย
เรื่อง สิทธิขอคืนเงินภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ย 
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ป.รัษฎากรฯ (มาตรา 40,42(1)(2),50(1),52,54)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ที่ ต.6/1020/1/59412 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2533 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ 130/2534/1 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้จำเลยคืนเงินภาษีและเงินเพิ่มจำนวน 173,961.81 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไป

จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย เลขที่ ต.6/1020/1/59412ลงวันที่ 29 มีนาคม 2533 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ภ.ส.7 เลขที่ 103/2534/1 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทุกประการ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนเงินภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย ที่ ต.6/1020/1/59412 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2533 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 130/2534/1 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยกับให้จำเลยคืนเงินภาษีและเงินเพิ่มจำนวน 173,961.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า ปี พ.ศ.2526 โจทก์ได้กำหนดระเบียบการจ่ายเงินให้แก่พนักงานของโจทก์ที่นำรถยนต์ส่วนตัวมาใช้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ให้แก่โจทก์ไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 58 คือระยะทางต่อเดือน 1,000 กิโลเมตรแรก จ่ายค่าชดเชยให้กิโลเมตรละ 4.85 บาทกิโลเมตรที่ 1001 ขึ้นไป จ่ายค่าชดเชยให้กิโลเมตรละ 2.35 บาท ปีพ.ศ.2528 โจทก์ได้จ่ายค่าชดเชยตามระเบียบดังกล่าวให้แก่พนักงานของโจทก์ไปตามรายชื่อพนักงาน ระยะทาง อัตราค่าชดเชย และจำนวนเงินที่จ่ายในเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 116 ถึง 121 เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าเงินค่าชดเชยที่โจทก์จ่ายให้แก่พนักงานของโจทก์ดังกล่าวในส่วนที่เกินจากอัตรากิโลเมตรละ 90 สตางค์ เป็นผลประโยชน์ที่พนักงานได้รับจากการจ้างแรงงานของโจทก์ เป็นเงินได้พึงประเมินของพนักงานที่โจทก์จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 และนำส่งตามมาตรา 52 แต่โจทก์มิได้หักภาษีและนำส่งตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงต้องร่วมรับผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 54 เมื่อนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคิดคำนวณภาษีที่พนักงานแต่ละคนจะต้องเสียแล้ว โจทก์จะต้องร่วมรับผิดเป็นเงินค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย รวมจำนวน93,552.39 บาท เงินเพิ่มรวม 80,409.42 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงได้แจ้งการประเมินให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องตามกฎหมายและชอบแล้ว ให้โจทก์นำเงินมาชำระตามการประเมิน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 บัญญัติว่า"เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้..(1) เงินได้เนื่องจากจากจ้างแรงงาน ไม่ว่า เป็นเงินเดือน.. หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน.."และมาตรา 42 บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้(1) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้าง..ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น (2) ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง.."ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์จำเลยนำสืบโดยมิได้โต้แย้งกันว่า พนักงานของโจทก์ได้นำรถยนต์ส่วนตัวมาใช้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ให้แก่โจทก์ตามระยะทางในช่องจำนวนกิโลเมตรในเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 116ถึง 121 และโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงานของโจทก์ในการดังกล่าวไปในอัตรากิโลเมตรละ 4.85 บาท สำหรับ 1,000 กิโลเมตรแรก และอัตรากิโลเมตรละ 2.35 บาท สำหรับกิโลเมตรที่ 1001 ขึ้นไป อัตราค่าชดเชยดังกล่าวโจทก์นำมาจากการคิดคำนวณของนายกมล เสนโสพิศพนักงานบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ซึ่งคำนวณจากข้อมูลค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ ค่าดอกเบี้ยในการเช่าซื้อรถยนต์ ค่าภาษีประจำปีสำหรับรถ ค่าประกันภัย ค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น หัวเทียน ทองขาว คอนเดนเซอร์สายพาน หม้อกรองน้ำมันเครื่อง หม้อกรองอากาศ ค่าน้ำมันเครื่องน้ำมันเบรค น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเกียร์ ค่ายาง ค่าแบตเตอรี่ ค่าซ่อมบำรุง และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ตามรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารหมายจ.1 แผ่นที่ 60 ถึง 63 ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่า จำนวนเงินที่โจทก์จ่ายแก่พนักงานของโจทก์ไปตามวิธีการดังกล่าวนั้น มีลักษณะเป็นการจ่ายเงินชดเชยค่าพาหนะเหมาจ่ายแก่พนักงานของโจทก์ที่ได้นำรถยนต์ส่วนตัวมาใช้เป็นพาหนะเดินทางไปปฏิบัติการตามหน้าที่ให้แก่โจทก์ หาใช่จำนวนเงินที่พนักงานของโจทก์ได้จ่ายเป็นค่าพาหนะไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นตามความเป็นจริงแล้วเบิกคืนจากโจทก์ตามจำนวนที่ถูกต้องตรงกันไม่เหลือเป็นประโยชน์แก่พนักงานของโจทก์อยู่อีกไม่ ฉะนั้น เงินได้ดังกล่าวที่พนักงานของโจทก์ได้รับไป จึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(1) การที่จำเลยนำระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการใช้ยานพาหนะส่วนตัวเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 ซึ่งออกโดยอนุวัตตามความในมาตรา 26 แห่งพระราชกฤษฎีกา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 ข้อ 4 กำหนดว่า "การใช้ยานพาหนะส่วนตัวเดินทางไปราชการให้เบิกเงินชดเชยให้แก่ผู้เดินทางไปราชการ ซึ่งเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองแล้วแต่กรณีได้ในอัตราต่อคันดังต่อไปนี้ (1) รถยนต์ส่วนบุคคลกิโลเมตรละ 90 สตางค์.." มาเทียบเคียงกับกรณีที่โจทก์จ่ายเงินชดเชยค่าพาหนะให้แก่พนักงานของโจทก์ในการที่พนักงานของโจทก์นำรถยนต์ส่วนตัวมาใช้เป็นพาหนะเดินทางไปปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนแก่โจทก์ในส่วนที่อยู่ในอัตรากิโลเมตรละ 90 สตางค์ ยอมให้รับยกเว้น ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ จึงเหมาะสมแล้ว ดังนั้น จำนวนเงินชดเชยค่าพาหนะเหมาจ่ายที่เกินอัตรากิโลเมตรละ 90 สตางค์ ไปนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นประโยชน์ที่พนักงานโจทก์ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงานของโจทก์เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) เมื่อโจทก์มิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 และนำส่งตามมาตรา 52 จึงต้องร่วมรับผิดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 54 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกันที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

(สุนพ กีรติยุติ - เจริญ นิลเอสงฆ์ - ชลอ ทองแย้ม)

ปรับปรุงล่าสุด: 07-02-2021