เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่4099/2535

 

บริษัทกรุงเทพฯ อบพืช และไซโล จำกัด

โจทก์

กรมสรรพากรกับพวก

จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้องป.รัษฎากร ส่งหมายเรียกหรือหนังสืออื่น อุทธรณ์การประเมิน (มาตรา8,30) ,
พ.ร.บ. การสื่อสารแห่งประเทศไทยฯ (มาตรา4) , พ.ร.บ.ไปรษณีย์ฯ จัดทำไปรษณีย์
นิเทศ (มาตรา 22) , ไปรษณีย์นิเทศฯ วิธีนำจ่าย ผู้แทนผู้รับ นำจ่ายให้ผู้แทนผู้รับ
(ข้อ 350, 351, 353)

โจทก์ประกอบธุรกิจสำรวจขุดเจาะและผลิตน้ำมันปิโตรเลียม แต่โจทก์ไม่สามารถขุดเจาะน้ำมันได้ด้วยตนเอง จึงได้ทำสัญญากับบริษัท เชลล์อินเตอร์ เนชั่นแนล ปิโตรเลียม มาสตาเปส์ บี.วี. จำกัด (เอส. ไอ. พี. เอ็ม.) ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลในทางวิทยาการในด้านการขุดเจาะน้ำมันอันเป็นธุรกิจที่โจทก์ประกอบการอยู่ โดยโจทก์มีสิทธิที่จะใช้ความรู้ในทางวิทยาการของ เอส. ไอ. พี. เอ็ม. ในการประกอบธุรกิจเท่านั้น ห้ามนำเอาความรู้ในทางวิทยาการไปเปิดเผย โดยโจทก์ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ เอส.ไอ.พี.เอ็ม. ดังนั้น เงินที่โจทก์จ่ายให้ เอส. ไอ. พี. เอ็ม . ตามสัญญา จึงเป็นเงินค่าสิทธิตามที่กำหนดในอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ในเมื่อโจทก์มิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษี ตาม ป.ร.ก. มาตรา 70 (2) การที่โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินเป็นการใช้สิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมาย จะถือว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีย่อมไม่ได้ ประกอบกับโจทก์ได้ลงหลักฐานการจ่ายไว้ในบัญชีถูกต้อง จึงมีเหตุที่จะลดเงินเพิ่ม ตามมาตรา 22 แห่ง ป.ร.ก.
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ปี 2525 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบบัญชีของโจทก์แล้วอ้างว่า รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2519 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2521 โจทก์นำค่าข้าวโพดขาดสต็อกตัดจำหน่ายค่าใช้จ่ายในการส่งข้าวโพดมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเป็นการไม่ชอบเพราะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)(18)จึงทำกรปรับปรุงคิดคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ใหม่แล้วมีคำสั่งแจ้งการประเมินต่อโจทก์เมื่อวันที่ 15 เมษายน 25189 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2519 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2521 เพิ่ม และเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 5,009,513.88 บาท ภายใน 30วัน นับแต่วันรับหนังสือมิฉะนั้นต้องเสียภาษีเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 โจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องเพราะค่าข้าวโพดที่ขาดสต็อกนั้นเนื่องจากข้าวโพดมีความชื้นจึงมีน้ำหนักจะลดลงในอัตราตันละประมาณ 3 กิโลกรัม นอกจากนี้ข้าวโพดยังตกหล่นหายไปในระหว่างขนจากรถบรรทุกหรือจากเรือสู่ไซโล จากไซโลไปสู่เตาอบ จากเตาอบไปสู่ไซโลเก็บและจ้าวโพดหมักหมมอยู่ก้นถังจับเกาะกับผนังตอนกรีตจนบูดเน่าต้องขูดทิ้งเป็นประจำ ข้าวโพดจึงขาดสต็อกไปเป็นธรรมดา ข้าวโพดที่ขาดหายไป โจทก์จึงต้องซื้อชดเชยจึงเป็นรายจ่ายเพื่อการหากำไนในกิจการโดยเฉพาะ มีสิทธินำมาถือเป็นรายจ่ายได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการขนส่งข้าวโพดนั้น โจทก์ได้จ่ายไปจริงโดยเป็นค่าธรรมเนียมศุลกากรค่าเฝ้านอกสถานที่ ค่าล่วงเวลา ค่าบริการต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ โจทก์จึงมีสิทธินำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวมิได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงไม่มีสิทธิให้โจทก์นำเงินไปชำระเพราะขาดอายุความแล้ว โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องแล้วทุกประเด็น ผู้อุทธรณ์มีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงลดเงินเพิ่มที่ได้เรียกเก็บไปแล้วลง คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเงินเพิ่มตามกฎหมายโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2528 และเห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบ ขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่สั่งให้โจทก์ชำระเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2519 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2519 ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2520 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2521 กับเงินเพิ่มรวม 4,425,070.59 บาท เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เสีย

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ได้ทราบผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2528 แต่ยื่นฟ้องวันที่ 7 มกราคม 2529 เกินระยะเวลา 30 วัน นับแต่ได้ทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่ขาดอายุความ ตามข้อเท็จจริงลูกค้าของโจทก์ผู้นำข้าวโพดผ่านเข้าบริษัทโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบในข้าวโพดส่วนที่ขาดหายไป โจทก์ไม่มีส่วนต้องรับผิดชอบจึงไม่มีรายจ่ายในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามการที่น้ำหนักข้าวโพดส่วนที่โจทก์อ้างว่าขาดหายไปมาตัดยอดรายจ่ายของโจทก์แต่ละปีแต่เป็นการกล่าวอ้างขึ้นอย่างเลื่อนลอยไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการส่งข้าวโพด โจทก์อ้างว่าได้ใช้จ่ายไปจริงโดยจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมศุลกากร ค่าเฝ้านอกสถานที่ ค่าล่วงเวลาค่าบริการต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นั้น เจ้าพนักงานประเมินวินิจฉัยว่า เป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ใดเป็นผู้รับเงินดังกล่าวไป และถึงแม้รายจ่ายดังกล่าวมีจริงก็ต้องห้ามมิให้นำมาคิดหักเป็นรายจ่ายของโจทก์เนื่องจากเป็นรายจ่ายส่วนตัว เป็นการให้โดยเสน่หา และยิ่งไปกว่านั้นโจทก์ไม่ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปแต่ประการใด โจทก์อ้างรายจ่ายส่วนนี้ขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงมีอำนาจฟ้อง การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้อง และชอบด้วยกฎหมายพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องคดีเกิน 30 วัน นับแต่วันวินิจฉัยอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ฝืนกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากรมาตรา 30 (2) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่า การส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในคดีนี้กระทำโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนอันกระทำได้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 8 วรรคแรกที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ดังนั้นการที่จะถือว่าโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าววันใดจึงต้องนำไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2524 ซึ่งออกโดยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดข้อพิพาทมาใช้บังคับ ไปรษณีย์นิเทศดังกล่าว ข้อ 350 ได้กำหนดไว้ว่า "ไปรษณีย์ภัณฑ์และพัสดุไปรษณีย์อาจนำจ่ายให้แก่ผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับก็ได้" ข้อ 351 กำหนดว่า "ในการนำจ่าย ณ ที่อยู่ของผู้รับ การสื่อสารแห่งประเทศไทยถือว่าบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้แทนผู้รับ คือบุคคลซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือน หรือที่สำนักทำการงานของผู้รับ เจ้าหน้าที่รับรองหรือผู้ดูแลของโรงแรมหรืออาคาร ผู้ทำหน้าที่เวรรับส่ง หรือเวรรักษาการณ์ของสำนักงาน โรงเรียนหรือหน่วยทหาร" และข้อ 353 กำหนดว่า "ไปรษณีย์ภัณฑ์และพัสดุไปรษณีย์ที่นำจ่ายให้แก่ผู้แทนของผู้รับ ให้ถือว่าได้นำจ่ายให้แก่ผู้รับแล้วนับแต่วันเวลาทีนำจ่าย" ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า นายนิเรนทร์ผู้ที่รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไว้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2528 นั้น เป็นยามที่บริษัทเจเอ็นเตอร์ไพร์ซ อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด จัดมาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่ทรัพย์สินภายในบริเวณโรงงานและสำนักงานของโจทก์ตามสัญญาที่โจทก์เป็นผู้จ้าง การที่นายนิเรนทร์ทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่ที่ตู้ยามบริเวณหน้าทางเข้าโรงงานและสำนักงานของโจทก์ จึงเป็นการทำหน้าที่เป็นเวรรักษาการณ์ของสำนักงานโจทก์นั่นเอง หาใช่เป็นยามหรือเวรรักษาการณ์ของบริษัทเจเอ็นเตอร์ไพร์ซอินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด ไม่ จึงถือได้ว่านายนิเรนทร์เป็นผู้แทนโจทก์ และหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้นำจ่ายให้แก่ผู้รับคือโจทก์ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2528 แล้ว ตามไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2528 ข้อ 351 และข้อ 353 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 54 ธันวาคม 2528เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันอังคารที่ 7 มกราคม 2529 จึงเป็นการนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีมาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

(มงคล สระฎัน - เจริญ นิลเอสงฆ์ - เพ็ง เพ็งนิติ)

ปรับปรุงล่าสุด: 31-01-2021