คำพิพากษาฎีกาที่5504/2533 |
|
กรมสรรพากร | โจทก์ |
นายเสริม วรสิงห์ กับพวก | จำเลย |
เรื่อง เพิกถอนการฉ้อฉล |
|
กฎหมายที่เกี่ยวข้องแพ่ง เพิกถอนการฉ้อฉล (ม.237) | |
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าระหว่างปี พ.ศ. 2517-2520 เป็นเงินทั้งสิ้น 468,413.42บาท เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2522 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินตามโฉนดเลขที่179 ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2526จำเลยที่ 2 ได้โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ต่อมาในวันที่ 7 พฤศจิกายน2522 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 192 ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 4 นอกจากนี้เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2525 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 9141 ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ได้โอนขายต่อให้แก่จำเลยที่ 6 ในการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งหกนั้น จำเลยทุกคนทราบดีว่าเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบเพราะเป็นการโอนโดยประสงค์จะไม่ใช้โจทก์สามารถยึดมาชำระหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1เป็นหนี้โจทก์อยู่ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามโฉนดดังกล่าวเสียทั้งหมด หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเตนาของจำเลยโอนที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวด้วย จำเลยทั้งหกให้การว่าการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 นั้น กระทำโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบมานั้น ฟังได้ต้องกันว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 197ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.10 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม2522 ต่อมาจำเลยที่ 2 ขายให้แก่จำเลยที่ 3 ปัจจุบันจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของอยู่ และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 198 ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมายจ.11 ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2522 ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้ยังเป็นของจำเลยที่ 3 อยู่และขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9141 ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.12 ให้แก่จำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2525ต่อมาจำเลยที่ 5 ขายให้แก่จำเลยที่ 6 ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้เป็นของจำเลยที่ 6 และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 192 ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.13ให้แก่จำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2522 ต่อมาจำเลยที่ 4 แบ่งให้แก่จำเลยที่ 3 ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้จำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นเจ้าของร่วมกันจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เป็นบุตรจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 เป็นสามีจำเลยที่ 3จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าระหว่างปีพ.ศ. 2517-2520 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 468,413.42 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2525 ปัญหาวินิจฉัยมีว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสี่แปลงไปนั้น จำเลยที่ 1 ทำไปโดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริงจากการนำสืบของฝ่ายจำเลยได้ความว่าจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพเป็นผู้รับเหมาะก่อสร้างร่วมกับภริยามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 และจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกสภาจังหวัดบุรีรัมย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 จนถึงปี 2529 การที่จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพที่มีลักษณะเป็นทางการค้าดังกล่าว และเป็นสมาชิกสภาจังหวัดมาเป็นเวลานาน จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในสถานะที่รู้ได้เป็นอย่างดีว่าตนมีรายได้จากการประกอบการค้ามากน้อยเท่าใด ชำระภาษีแต่ละปีไว้ครบถ้วนหรือไม่ ศาลฎีกาจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้อยู่แล้วว่าตนได้ชำระภาษีอากรสำหรับ ปี พ.ศ. 2517-2520 ไว้ไม่ครบถ้วน จะต้องถูกประเมินเรียกเก็บภาษีอากรเพิ่ม และหนี้ภาษีอากรที่ชำระไม่ครบถ้วนไว้ในปีใดก็เป็นหนี้ที่มีอยู่แล้วในปีนั้นไม่ใช่หนี้จะเกิดมีขึ้นในปีที่มีการแจ้งประเมิน ดังนั้น หนี้ภาษีอากรของจำเลยที่ 1 นั้น จึงมีอยู่แล้วครั้งหลังสุดในปี พ.ศ. 2521 และจำเลยที่ 1 ก็ทราบเช่นนั้น มิใช่ว่าจำเลยที่ 1 เพิ่มมารู้ว่ามีหนี้ภาษีอากรในปี พ.ศ. 2525 ที่ได้รับแจ้งการประเมินการโอนที่ดินของจำเลยที่ 1 ทั้งสี่แปลงดังกล่าวนั้นจึงเป็นการโอนไปโดยรู้อยู่ว่าตนมีหนี้ภาษีอากรที่จะต้องชำระและข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำเบิกความของนายโกสินทร์พยานโจทก์ว่า นอกจากที่ดินที่จำเลยที่ 1 โอนไปแล้ว ได้สอบถามเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ไปที่ธนาคาร 3-4 แห่ง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าหลังจากที่ตนโอนที่ดินทั้งสี่แปลงไปแล้ว ตนยังมีทรัพย์สินซึ่งพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากที่จำเลยที่ 1โอนที่ดินทั้งสี่แปลงไปแล้วนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จำนำมาชำระหนี้ภาษีอากรให้แก่โจทก์ได้ การทำนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสี่แปลงของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ที่ฝ่ายจำเลยนำสืบว่าการโอนที่ดินของจำเลยที่ 1 ทั้งสี่แปลงเป็นการโอนมรดกของภริยาให้แก่บุตรนั้น ในเมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบมาว่า จำเลยที่ 1 กับภริยาได้ร่วมกันประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นจึงเป็นภาษีอากรที่จำเลยและภริยาจะต้องรับผิดร่วมกัน ดังนั้น ถึงแม้จะฟังตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบ ก็เป็นกรีที่เป็นการโอนที่ทำโดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบเช่นเดียวกัน การโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 179 ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.10 โฉนดเลขที่ 198 ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.11 โฉนดเลขที่ 192 ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.13 นั้น ปรากฏทางทะเบียนว่าจำเลยที่ 1 โอนโดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรที่ฝ่ายจำเลยนำสืบว่าผู้รับโอนต้องชำระหนี้การไถ่ถอนจำนองนั้น ก็มีแต่คำเบิกความของจำเลยแต่ละคนลอย ๆ ไม่มีหลักฐานเอกสารอื่นมาแสดงให้เห็น ทั้งต่อมาแม้จะมีการจดทะเบียนกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 197 ว่ามีการขายกันก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการซื้อขายกันจริง เพราะ หลังจากจดทะเบียนการขายเพียงเดือนเดียวก็มีการจดทะเบียนจำนองและทั้งสามโฉนดตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.10, จ.11 และ จ.13 ในที่สุดมีการจดทะเบียนจำนองทั้งสิ้นโดยจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเหตุผลและความจำเป็นอันเชื่อได้ในข้อที่จะต้องนำที่ดินดังกล่าวไปจำนอง จึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่า น่าจะเป็นเรื่องสมคบกันกับจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้โจทก์สามารถที่จะนำเอาทรัพย์ที่รับโอนมานั้นบังคับชำระหนี้ได้ ดังนั้น สำหรับที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวโจทก์จึงมีอำนาจที่จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 9141 ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.12 นั้น ปรากฏว่าในการโอนช่วยสุดท้ายที่จำเลยที่ 5 โอนให้จำเลยที่ 6 ปรากฏตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.1 ว่า จำเลยที่ 6 รับโอนมาโดยมีค่าตอบแทน จำเลยที่ 6 มิได้เกี่ยวข้อเป็นญาติกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทั้งพยานที่โจทก์นำสืบมาก็ไม่มีข้อเท็จจริงให้เห็นว่าจำเลยที่ 6 ได้รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินแปลงนี้ให้จำเลยที่ 5 เป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงไม่อาจจะเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 ได้" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่197 และ 198 ตำบลละหานทราย อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ และโฉนดเลขที่ 192 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ถ้าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง (อุดม เฟื่องฟุ้ง เดชา สุวรรณโณ สวิน อักขรายุธ) |