การประเมินภาษีการค้าปี 2517 ครั้งก่อน เป็นการประเมินจากรายรับที่ได้จากการจัดสรรขายที่ดินบริเวณสังสิทธินิเวศน์ ส่วนการประเมินภาษีการค้าปี 2517 ครั้งหลังเป็นการประเมินจากรายรับที่เกิดจากการจัดสรรขายที่ดิน 164 โฉนด ที่จำเลยได้หลักฐานมาจากสำนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินคนละรายกับที่ดินบริเวณสังสิทธินิเวศน์ การประเมินภาษีการค้าปี 2517 ในครั้งหลังจึงไม่เป็นการซ้ำซ้อนกับการประเมินในครั้งก่อน ในปี 2518 โจทก์มีรายรับจากการขายที่ดินเขตสำราญราษฎร์ จำนวน 400,000 บาท โจทก์อ้างว่าได้นำภาษีการค้าจากรายรับจำนวนนี้ไปชำระในปี 2518 แล้วบางส่วนต่อมาใน 2519 ตรวจค้นหลักฐานพบว่า ลงรายรับของปี 2518 ขาดไปประมาณ 300,000 บาท จึงได้ลงบัญชีเป็นรายรับของเดือนเมษายน 2519 อีก 300,000 บาท โดยพยานโจทก์มิได้เบิกความให้ปรากฏว่าความผิดพลาดเกิดจากเหตุอะไร ทั้งยังมิได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับชำระภาษีว่ารายรับจำนวนดังกล่าวเป็นรายรับของปี 2518 เพื่อเป็นหลักฐานในการอ้างอิง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าเงินรายรับ 300,000 บาทที่โจทก์นำไปเสียภาษีในเดือนเมษายน 2519 เป็นรายรับจากการขายที่ดินในเขตสำราญราษฎร์ในปี 2518 โจทก์ได้ซื้อที่ดินเบตบางรักจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แล้วว่าจ้างให้ ห้างฯ ธ. ทำการปลูกสร้างตึกแถวลงในที่ดินแล้วจัดสรรขายที่ดินและตึกแถวดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อ การที่จำเลยประเมินและมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์เสียภาษีจากเงินรายรับที่ได้จากการขายที่ดินและตึกแถวดังกล่าวจึงชอบแล้ว |