เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่4538/2533

 

กรมสรรพากร กับพวก

โจทก์

นายไกรวุฒิ วสุนิรชร

จำเลย

เรื่อง ฝากทรัพย์ไม่มีบำเหน็จ

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้องแพ่ง ฝากทรัพย์ไม่มีบำเหน็จ (ม.659)

วิธีพิจารณาความแพ่ง อำนาจฟ้อง (ม.55)

พระราชบัญญัติ ประมวลรัษฎากร (ม.2, 12)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ที่ 2 เป็น หัวหน้าเขตบางเขน (ตำแหน่งเดียวกับนายอำเภอ) มีร้อยตรีวิจิต เวชรังษี เป็นหัวหน้าเขตโจทก์ที่ 3 รับราชการในตำแหน่งสมุห์บัญชี เขตบางเขน บริษัทเสกสรรเทปแผ่นเสียง(1980) จำกัด ได้ค้างชำระ ภาษีการค้าโจทก์ที่ 1 จำนวน 3,748,771.70 บาท โจทก์ที่ 2 อาศัย อำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีคำสั่งยึดทรัพย์และ ประกาศยึดทรัพย์ที่ 115/2524 และ 116/2524 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2524แต่งตั้งให้โจทก์ที่ 3 และนายอาคม คุ้มทอง ไปทำการยึดทรัพย์ ของบริษัทเสกสรรเทปแผ่นเสียง (1980) จำกัด ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2524 โจทก์ที่ 3 และนายอาคมได้นำประกาศยึดทรัพย์ดังกล่าวไปทำการ ยึดทรัพย์ของบริษัทเสกสรรเทปแผ่นเสียง(1980) จำกัด รวม 57 รายการ ในวันเดียวกันนั้น จำเลยได้ทำสัญญารับฝากทรัพย์โดยเป็นผู้ดูแลรักษา ทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ภายในอาคารที่ทำการบริษัทดังกล่าวทั้งหมด รวม 56 รายการ เป็นราคาทั้งสิ้น 1,274,425 บาท โดยไม่คิดค่าดูแลรักษาทรัพย์ ในระหว่างอายุสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังสงวน ทรัพย์สินที่รับฝากดังกล่าวเหมือนเช่นเคยประพฤติในกิจการของตนเอง เป็นเหตุให้ทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามฝากไว้สูญหาย 40 รายการ รวมราคา 638,375 บาท ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2528 โจทก์ที่ 3 ได้บอกเลิกสัญญา และแจ้งให้จำเลยนำส่งทรัพย์สินที่จำเลยรับฝากไว้หรือชำระราคาต่อ โจทก์ทั้งสาม แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้พิพากษาบังคับจำเลยคืนหรือ ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 638,375 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม พร้อมด้วยดอกเบี้ย อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่าเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2524 โจทก์ที่ 3 และนายอาคมได้มาทำการยึดทรัพย์สินของบริษัท เสกสรรเทปแผ่นเสียง (1980) จำกัด ขณะนั้นกรรมการผู้มีอำนาจของ บริษัทไม่อยู่ไม่มีใครที่จะเซ็นรับหมายไว้ โจทก์ที่ 3 และนายอาคมจึงแจ้ง ให้จำเลยซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายทั่วไปเป็นพนักงานฝ่ายทั่วไปเป็นผู้รับหมาย ประกาศยึดทรัพย์ไว้แทนบริษัท เพื่อที่จะนำไปให้กรรมการผู้มีอำนาจของ บริษัทต่อไปในครั้งแรกจำเลยไม่ยอมเซ็นชื่อ แต่โจทก์ที่ 3 และนายอาคม แจ้งแก่จำเลยว่าเป็นเพียงการรับหมายไว้แทนเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดชอบ ใด ๆทั้งสิ้นเพราะไม่มีค่ารับฝาก เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจมาก็นำหมายให้ ความรับผิดชอบต่าง ๆ บริษัทจะเป็นผู้ดูแลเอง จำเลยจึงยอมเซ็นชื่อตาม บันทึกข้อความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โดยโจทก์ที่ 3 หรือนาย อาคมเป็นผู้เขียนข้อความเองทั้งหมด จำเลยไม่ทราบว่าบัญชีทรัพย์สิน ต่อท้ายประกาศยึดทรัพย์จะมีอะไรบ้างและมีราคาเท่าใด เพราะโจทก์ที่ 3 มิได้ให้จำเลยตรวจดูหรือมีการตีราคากันแต่อย่างใด จำเลยมิได้มี เจตนาจะเป็นผู้รับฝากทรัพย์ สัญญาฝากทรัพย์จึงเป็นโมฆะต่อมาเมื่อ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเสกสรรเทปแผ่นเสียง (1980) จำกัด มาที่บริษัท จำเลยก็ได้มอบหมายประกาศยึดทรัพย์และคำสั่งยึดทรัพย์ ให้ไป หลังจากนั้น กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทก็จัดการดูแล โดยปิด ประตูใส่กุญแจอาคารที่ถูกยึด และบรรดาทรัพย์สินภายในอาคารนั้น ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์2525 จำเลยได้รับแจ้งจากบริษัทว่าทรัพย์สิน ถูกโจรกรรมไปหลายรายการ และได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อไว้แล้วจำเลยจึงได้แจ้งให้โจทก์ที่ 3 ทราบ โจทก์ที่ 3 แนะนำให้จำเลยทำหนังสือถึงหัวหน้าเขตบางเขน ดังนั้น ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2525 จำเลยจึงได้ทำหนังสือแจ้งให้หัวหน้า เขตบางเขนทราบและให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้ารักษาทรัพย์เอง แต่หัวหน้า เขตบางเขนเพิกเฉยหากศาลฟังว่าจำเลยได้รับฝากทรัพย์จริง จำเลย ก็ไม่ต้องรับผิด เนื่องจากจำเลยได้รักษาทรัพย์อย่างดีแล้วเสมือนเป็น ทรัพย์จริง จำเลยก็ไม่ต้องรับผิด เนื่องจากจำเลยได้รักษาทรัพย์อย่างดี แล้วเสมือนเป็นทรัพย์ของตนเอง ทรัพย์สินหายไปโดยเกิดจากการ โจรกรรม และได้ร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันและไม่โต้ เถียงกันฟังได้ว่าบริษัทเสกสรรเทปแผ่นเสียง (1980) จำกัด ค้างชำระ ภาษีการค้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 3 ล้านบาทเศษ ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 โจทก์ที่ 3 ในฐานะสมุห์บัญชีเขตบางเขนมีหนังสือแจ้งให้บริษัท ดังกล่าวนำเงินภาษีที่ค้างมาชำระ ตามเอกสารหมาย ป.จ.2 แต่บริษัท ไม่ยอมชำระ โจทก์ที่ 3 จึงทำบันทึกข้อความเสนอหัวหน้าเขตบางเขน (โจทก์ที่ 2) และได้รับอนุมัติให้ดำเนินการยึดทรัพย์ของบริษัทดังกล่าว ขายทอดตลาดใช้ค่าภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ตามเอก สารหมาย ป.จ.3 ต่อจากนั้นได้มีการไปสำรวจทรัพย์สินของบริษัทนี้ และ บันทึกไว้ตามเอกสารหมาย ป.ล.1 ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2524 โจทก์ที่ 2 ได้มีคำสั่งยึดทรัพย์และประกาศยึดทรัพย์ โดยตั้งให้โจทก์ ที่ 3 และนายอาคม คุ้มทอง ผู้ช่วยสมุห์บัญชีเขตบางเขนเป็นผู้ไปทำการ ยึดทรัพย์ตามเอกสารหมาย ป.จ.4 ครั้นวันที่ 26 มิถุนายน 2524 โจทก์ที่ 3 และนายอาคมจึงไปทำการยึดทรัพย์ของบริษัทเสกสรรเทป แผ่นเสียง(1980) จำกัด ณ ที่ทำการบริษัทแต่ไม่พบผู้จัดการบริษัท พบแต่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายทั่วไปของบริษัท โจทก์ที่ 3 ได้มอบ ประกาศยึดทรัพย์ ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2524 พร้อมบัญชีทรัพย์ ที่ยึดให้จำเลย และทำบันทึกข้อความให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ โดยมี ข้อความสำคัญว่า "ข้าฯ ได้รับหมายประกาศฉบับดังกล่าวนี้แล้ว ขอรับว่าจะนำไปมอบให้คณะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ ได้ รับทราบต่อไป และทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ภายในอาคารนั้น ทางข้าฯ จะ รักษาทรัพย์ให้เสมือนของบริษัทฯ เองจะช่วยรักษาทรัพย์ที่ยึดไว้ โดยไม่คิดค่ารักษาดูแล...." ปรากฏตามเอกสารหมาย ป.จ.5 ทรัพย์ ที่ยึดในวันดังกล่าวมี 56 รายการ รวมราคา 1,274,245 บาท ตาม เอกสารหมาย ป.จ.6 เมื่อทราบถึงการยึดทรัพย์แล้วไม่กี่วันบริษัท เสกสรรเทปแผ่นเสียง (1980) จำกัด ได้ปิดกิจการ เลิกจ้างพนักงาน ทั้งหมดรวมทั้งจำเลยอาคารบริษัทซึ่งเป็นที่เก็บทรัพย์ที่ยึด ผู้จัดการปิด ใส่กุญแจไว้ และถือกุญแจไว้เอง ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2525 และ วันที่ 21 สิงหาคม 2525 มีผู้แทนของบริษัทเสกสรรเทปแผ่นเสียง (1980) จำกัด ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อว่าทรัพย์สิน ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรยึดไว้นั้น ได้สูญหายไปบางส่วนปรากฏตาม รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 จำเลยเอง ก็ได้มีหนังสือถึงหัวหน้าเขตบางเขนว่า ทรัพย์สินหลายอย่างถูกโจรกรรม ไป ปรากฏตามเอกสารหมาย ป.ล.2 โจทก์ที่ 3 จึงได้ไปสำรวจทรัพย์สิน ที่หายไปและบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย ป.จ.7 และแจ้งให้จำเลยส่ง ทรัพย์สินหรือใช้ราคา ตามเอกสารหมาย ป.จ.9 และ ป.จ.10 จำเลยมี หนังสือตอบไปว่า ได้รักษาทรัพย์เสมือนเป็นทรัพย์ของจำเลยเองแล้ว แต่ถูกโจรกรรมไป ไม่สามารถคืนให้ได้ ปรากฏตามเอกสารหมาย ป.ล.3 คดีมีปัญหาขึ้นสู่ศาลฎีกา ตามฎีกาของโจทก์ทั้งสาม 2 ประเด็น คือ
1. โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจฟ้องหรือไม่
2. จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด
สำหรับประเด็นข้อ 1 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 2 เป็นหัวหน้า เขตบางเขน เป็นผู้ออกคำสั่งยึดทรัพย์สินของบริษัทเสกสรรเทปแผ่นเสียง (1980) จำกัด เพื่อดำเนินการขายทอดตลาดเอาเงินไปชำระค่าภาษีอากร ค้าง ซึ่งโจทก์ที่ 2 มีอำนาจทำได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ประ กอบด้วยมาตรา 2ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โจทก์ที่ 3 เป็นสมุห์บัญชี เขตบางเขน เป็นผู้ออกไปยึดทรัพย์สินของบริษัทเสกสรรเทปแผ่นเสียง (1980) จำกัด ตามคำสั่งของโจทก์ที่ 2 และในการยึดนั้นโจทก์ที่ 3 ได้มอบทรัพย์สินที่ยึดไว้กับจำเลย โดยทำบันทึกให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ ตามเอกสารหมาย ป.จ.5 ซึ่งโจทก์ทั้งสามถือว่า การปฏิบัติเช่นนี้เป็น การฝากทรัพย์ ศาลฎีกาเห็นว่า การปฏิบัติดังกล่าวของโจทก์ที่ 3 นอกจากจะเป็นการกระทำการแทนโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของโจทก์ที่ 2 ในนามของตนเอง ซึ่งต้องรับผิดชอบเองอยู่ในตัวด้วย เพราะการที่โจทก์ที่ 3 มอบทรัพย์สิน ที่ยึดไว้กับจำเลยนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นส่วนหนึ่งของการยึด ทรัพย์สินตามคำสั่งของโจทก์ที่ 2 นั่นเอง ฉะนั้นเมื่อจำเลยไม่ยอมคืน ทรัพย์ดังกล่าว โจทก์ที่ 3 ย่อมไม่สามารถเสนอต่อโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ บังคับบัญชาให้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไว้นั้นได้ และ โจทก์ที่ 2 ก็ต้องเสียหายด้วยที่ไม่อาจขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ออก คำสั่งยึดไว้แล้วเพื่อเอาเงินชำระค่าภาษีอากรค้างตามอำนาจที่มีอยู่ดังนี้ ทั้งโจทก์ที่ 2 ในฐานะหัวหน้าเขต และโจทก์ที่ 3 ในฐานะสมุห์บัญชี เขตผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าเขต ต่างถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว จึงมี อำนาจฟ้องคดีนี้ได้ตามฐานะของตน ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่มีอำนาจฟ้องและศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในประเด็นนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น
ส่วนประเด็นข้อ 2 ที่ว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากได้รับคำสั่งจากโจทก์ที่ 2 แล้ว โจทก์ที่ 3 กับ นายอาคม คุ้มทอง ได้ออกไปยึดทรัพย์สินของบริษัทเสกสรรเทปแผ่นเสียง (1980) จำกัด ในการยึด โจทก์ที่ 3 ได้มอบประกาศยึดทรัพย์พร้อม ด้วยบัญชีทรัพย์ที่ยึดให้จำเลยซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายทั่วไปของบริษัท กับ ทำบันทึกให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ โดยมีข้อความว่าจำเลยรับทราบหมาย ประกาศยึดทรัพย์ และรับจะนำไปมอบให้คณะกรรมการผู้มีอำนาจของ บริษัทต่อไป ทั้งรับว่าทางจำเลยจะรักษาทรัพย์นั้นไว้ เสมือนเป็นของ บริษัทเอง โดยไม่คิดค่ารักษาดูแลปรากฏตามเอกสารหมาย ป.จ.5 ต่อมาเมื่อทรัพย์สินที่ถูกยึดถูกโจรกรรม ทางบริษัทแจ้งความไว้ที่สถานี ตำรวจนครบาลบางซื่อ จำเลยก็ได้หนังสือแจ้งหัวหน้าเขตบางเขตทราบ ตามเอกสารหมาย ป.ล.2 เมื่อโจทก์ที่ 3 ทวงถามให้จำเลยส่งทรัพย์สิน ที่รับฝากไว้คืน จำเลยก็มีหนังสือตอบไปว่า ได้รักษาทรัพย์ไว้เสมือนเป็น ทรัพย์ของตนเองแล้ว แต่ถูกโจรกรรมไป จึงไม่สามารถคืนให้ได้จาก พฤติการณ์ที่โจทก์ที่ 3 ปฏิบัติต่อจำเลย และที่จำเลยปฏิบัติต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวแล้ว ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 3 ยึดทรัพย์สินของบริษัท เสกสรรเทปแผ่นเสียง(1980) จำกัด แล้วฝากให้จำเลยดูแลรักษาไว้ โดยไม่มีบำเหน็จ และจำเลยก็ตกลงรับฝากตามนั้น เมื่อทรัพย์ที่รับฝาก ไว้บางส่วนหายไปโดยถูกโจรกรรม จำเลยจะแก้ตัวว่าไม่ได้รับฝากเพียง แต่รับคำสั่งยึดทรัพย์ไปมอบให้แก่คณะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท เท่านั้น หาได้ไม่ เมื่อจำเลยเป็นผู้รับฝากทรัพย์ไว้โดยไม่มีบำเหน็จเช่นนี้ จำเลยก็จำต้องใช้ความระมัดระวังสงวนทรัพย์สินที่ฝากนั้นเหมือนเช่นเคย ประพฤติในกิจการของตนเอง ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 659 ในข้อนี้โจทก์เหมือนเช่นทรัพย์สินของจำเลยเอง โดยเมื่อบริษัทเสกสรรเทปแผ่นเสียง (1980)จำกัด ปิดกิจการ เลิกจ้าง พนักงานทั้งหมด เป็นเหตุให้ตัวจำเลยและพนักงานอื่นไม่สามารถเข้าไป ในตัวอาคารได้ จำเลยควรจะแจ้งให้โจทก์ทราบ เพื่อโจทก์จะได้นำ ทรัพย์สินที่ยึดไปเก็บรักษาไว้เอง แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ จนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินถูกโจรกรรมสูญหายไป และกรณีมิใช่เป็นเหตุสุด วิสัยจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ พิเคราะห์ฎีกาของโจทก์ทั้งสามใน ข้อนี้แล้ว เห็นว่าจำเลยเป็นพนักงานฝ่ายทั่วไปของบริษัทที่ถูกยึดทรัพย์ มีอายุ 40 ปี จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีหน้าที่ในบริษัทคือ ติดต่อนักร้องและนักดนตรีกับทำงานอื่นตามที่ผู้จัดการมอบหมาย ซึ่งโจทก์ที่ 3 รู้ฐานะของจำเลยแล้วก็ยังมอบให้จำเลยแล้วก็ยังมอบให้ จำเลยเป็นผู้รับฝากทรัพย์นั้น เมื่อทางบริษัทสั่งปิดกิจการและเลิกจ้าง พนักงานทั้งหมดแล้วผู้จัดการได้ปิดตัวอาคารบริษัทซึ่งเก็บทรัพย์ที่ยึด ลั่นกุญแจ และถือลูกกุญแจไว้พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยซึ่ง เป็นผู้มีความรู้น้อยและมีฐานะเป็นเพียงพนักงานผู้น้อย เข้าใจว่า ผู้จัดการได้ให้ความร่วมมือในการสงวนรักษาทรัพย์สินที่โจทก์ที่ 3 ฝากไว้เป็นอย่างดีแล้ว และคงจะเห็นว่า วิธีการเก็บรักษาเช่นที่กล่าวนั้น สามารถให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินเหล่านั้นอย่างเพียงพอแล้วไม่ จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ที่ 3 ทราบ เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้เอง อนึ่ง โดย ที่จำเลยมิใช่ผู้มีอำนาจในบริษัท แต่ผู้จัดการเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจในบริษัท ถ้าหากว่าจำเลยจะต้องทรัพย์สินของจำเลยเองไว้ในตัวอาคารบริษัท ให้ได้รับความปลอดภัยแล้ว จำเลยก็จำต้องพึ่งพาความร่วมมือของผู้ จัดการเช่นเดียวกัน การที่บริษัทปิดกิจการเลิกจ้างพนักงานทุกคนรวม ทั้งจำเลย และผู้จัดการปิดอาคารบริษัทปิดกิจการเลิกจ้างพนักงานทุก คนรวมทั้งจำเลย และผู้จัดการปิดอาคารบริษัทซึ่งเก็บทรัพย์ที่ยึดลั่น กุญแจไว้ แต่จำเลยยังคงปล่อยให้ทรัพย์ที่ยึดคงอยู่ในอาคารนั้นโดยไม่ ได้แจ้งโจทก์ที่ 3 ผู้ฝากทรัพย์ทราบเพื่อนำไปเก็บรักษาไว้เองนั้น จึงเป็น พฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังสงวนทรัพย์สินฝาก เหมือนเช่นที่เคยประพฤติในกิจการของตนเองและนับว่าจำเลยได้ปฏิบัติ หน้าที่ผู้รับฝากด้วยความระมัดระวังตามสมควรแก่ฐานะของจำเลยแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทรัพย์ที่สูญหายไปจะมีราคาเท่าไรจึงไม่จำ เป็นต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"
พิพากษายืน
(สวิน อักขรายุธ เธียร ยูงทอง ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล)

 

ปรับปรุงล่าสุด: 31-01-2021