เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่4471/2533

 

กรมสรรพากร

โจทก์

บริษัท หนองคายอนันต์อุตสาหกรรม จำกัด

จำเลย

เรื่อง ภาษีอากร

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้องวิธีพิจารณาความแพ่ง พิพากษา เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย (ม.142(5))

พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาภาษีอากร พ.ศ. 2528 (ม.7)

ประมวลรัษฎากร (ม.30)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2ถึงที่ 8 เป็นผู้ถือหุ้น ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520 และ 2521 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีดังกล่าวแต่ระบุว่าไม่ได้ประกอบการค้าตามลำดับเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงหมายเรียกจำเลยที่ 1 มาทำการตรวจสอบไต่สวน แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำบัญชีและเอกสารมาให้เจ้าพนักงานทำการตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของรายรับเมื่อหักภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่ายในปี 2520 และปี 2521จำนวน 1,527.59 บาท 9,806 บาท ตามลำดับ ออกแล้วจำเลยที่ 1 จะต้องชำระภาษีให้โจทก์รวมเป็นเงิน 45,383.05 บาท โจทก์แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์การประเมินและมิได้นำเงินค่าภาษีมาชำระให้โจทก์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ของเงินภาษีอากรที่ต้องชำระ จึงเป็นค่าภาษีและเงินเพิ่มที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์รวมทั้งสิ้น 54,447.66บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระ และแม้โจทก์จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1เรียกให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระทั้งหมด เพื่อนำเงินดังกล่าวไปชำระค่าภาษีที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ก็เพิกเฉยเป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ เพื่อป้องกันสิทธิของโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ใช้เงินค่าหุ้นที่คงค้างชำระแทนจำเลยที่ 1 ในนามของโจทก์ เพื่อนำเงินนั้นมาชำระหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระดังกล่าวมาแล้ว ขอให้บังคับจำเลยที่ 1ชำระหนี้ค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มรวม 54,447.66 บาท โดยให้จำเลยที่ 2ถึงที่ 8 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินเท่าที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ค้างชำระมูลค่าหุ้นอยู่ เมื่อคิดรวมกันแล้วเท่ากับเงินค่าภาษีอากรรวมเงินเพิ่ม 54,447.66 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 4 และที่ 8 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงตามฟ้องยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องที่โจทก์จะใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ในนามของโจทก์ได้ ทั้งการใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นค้างจ่ายในนามของจำเลยที่ 1 โจทก์จะต้องทำตามวิธีการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1121 บัญญัติไว้ กล่าวคือต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 21 วันด้วย แต่โจทก์หาได้ปฏิบัติเช่นนั้นไม่ โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 4 ที่ 8 ชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่โจทก์ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าภาษีอากรที่ยังไม่ชำระรวมเงินเพิ่มในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520 ให้โจทก์เป็นเงิน 7,332.42 บาท และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 รวมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์เท่าที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ค้างชำระมูลค่าหุ้นอยู่ ซึ่งรวมแล้วไม่เกินค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการประเมินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521 ชอบหรือไม่ ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินแล้วหากเห็นว่าการประเมินไม่ชอบจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้พิจารณายกเลิกเพิกถอนแก้ไขการประเมินตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติไว้ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 เพิกเฉย ไม่ยอมใช้สิทธิอุทธรณ์ การประเมินตามที่กฎหมายให้ไว้ ก็ต้องถือว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521 เพิ่มขึ้นเป็นอันถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าการประเมินไม่ชอบ เพราะการส่งหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวมาแล้ว ปัญหาดังกล่าวจึงไม่อาจมีขึ้นในชั้นพิจารณาของศาลได้ ทั้งนี้เพราะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 ผู้เสียภาษีจะนำคดีที่มีการประเมินขึ้นสู่การพิจารณาของศาลได้ก็เฉพาะการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลเท่านั้น อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น...

คดีมีปัญหาต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ใช้เงินค่าหุ้นค้างชำระแทนจำเลยที่ 1 หรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่า การฟ้องคดีเพื่อใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์อยู่นั้น แม้จะเป็นคดีแพ่ง ก็ไม่ใช่คดีแพ่งที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ที่ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 7(2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 เพราะเป็นเรื่องพิพาทกันว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ค้างชำระค่าหุ้นและจะต้องชำระค่าหุ้นนั้นแก่จำเลยที่ 1 อันโจทก์จะนำไปชำระภาษีอากรค้างได้หรือไม่ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรผ่านพ้นไปแล้วจึงเป็นคดีแพ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 5165/2531 ระหว่าง กรมสรรพากร โจทก์ บริษัทตาธิการสตีวีโดริ่ง จำกัด กับพวก จำเลย โจทก์จึงนำปัญหานี้มาฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต่อศาลภาษีอากรกลางไม่ได้ อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แล้ว อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นอันไม่ต้องวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521 พร้อมเงินเพิ่มรวม 471,115.24 บาท ให้โจทก์ด้วย ฟ้องโจทก์สำหรับคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ให้ยกนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

(เดชา สุวรรณโณ วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล)

 

ปรับปรุงล่าสุด: 31-01-2021