เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่5568/2548 
บริษัทศรีเมืองการพิมพ์ จำกัด โจทก์

กรมสรรพากร

จำเลย
เรื่อง เงินกู้ยืม
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) มาตรา 91/2 (5)

การที่โจทก์ให้กรรมการและพนักงานของโจทก์กู้ยืมเงิน โดยโจทก์มียอดเงินเบิกเกินบัญชีเมื่อปี 2535 และ 2536 เป็นเงินปีละ 18 ล้านบาทเศษ แต่โจทก์ให้กรรมการและพนักงานของโจทก์กู้ยืมเงินเป็นเงินรวม 7 ,500,000 บาท และ 8 ,000,000 บาท ตามลำดับ จากบัญชีเบิกเงินเกินบัญชีในปี 2535 โจทก์ให้กรรมการกู้ยืม 6 ครั้ง และในปี 2536 โจทก์ให้กรรมการกู้ยืม 2 ครั้ง กรณีดังกล่าวถือได้ว่า เป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) การที่โจทก์เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่จะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารปีละหลายล้านบาท แต่โจทก์ก็ยังให้กรรมการและพนักงานของโจทก์กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทน จึงถือว่า การให้กรรมการและพนักงานของโจทก์กู้ยืมเงินไปดังกล่าว โดยไม่มีดอกเบี้ยยังไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่โจทก์ให้กู้ยืมเงินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ได้ สำหรับที่โจทก์นำสืบว่าต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น เห็นว่า เงินจำนวนดังกล่าวหากโจทก์นำไปให้บุคคลอื่น กู้ยืม สมควรประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดที่ผู้ให้กู้ซึ่งไม่ใช่ธนาคารหรือสถาบันการเงินสามารถเรียกได้ ซึ่งไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี แต่ถ้าโจทก์นำเงินที่กู้ยืมมาจากผู้อื่นมาให้กู้ยืมสมควรประเมินดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามที่โจทก์ไปกู้ยืมมา เมื่อเงินที่โจทก์ให้กรรมการและพนักงานของโจทก์กู้ยืมนั้นเป็นเงินที่โจทก์กู้ยืมเงินเกินบัญชีจากธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งต้องรับภาระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 และ 17.5 ต่อปี หากผิดนัดยังต้องเสียดอกเบี้ยทบต้นด้วย การที่ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินดอกเบี้ยของเงินที่โจทก์ให้กู้ยืมในอัตราร้อยละ 16.5 ถึง 17.5 ต่อปี จึงเป็นการสมควรแล้ว

 

จำเลยได้ตรวจแบบแสดงรายการภาษีการค้าปี 2535 ไม่พบว่าโจทก์ได้นำรายรับจากการรับจ้าง จำนวน 2 รายการ มาแสดงไว้ในแบบแสดงรายการการค้าและไม่ได้นำภาษีการค้าหัก ณ ที่จ่ายมาแสดงในรายการภาษีการค้าหัก ณ ที่จ่าย โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้นำรายรับทั้ง 2 รายการ มาลงในบัญชีรายรับประจำเดือนตุลาคมและธันวาคม 2535 แล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างว่ารายรับทั้ง 2 รายการที่โจทก์นำลงบัญชีรายรับ บัญชีสรุปรายรับ แบบแสดงรายการการค้าและแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่ถูกต้องอย่างใด เพียงแต่นำสืบว่าโจทก์ไม่ได้นำรายรับ 2 รายการนั้นมาแสดงไว้ในแบบแสดงรายการการค้าและไม่ได้นำภาษีการค้าหัก ณ ที่จ่ายมาแสดงในรายการภาษีการค้าหัก ณ ที่จ่ายท้ายแบบแสดงรายการการค้าแล้วสรุปว่าโจทก์ไม่ได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรายรับทั้ง 2 รายการดังกล่าวเท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ชั่ง น้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้นำรายรับทั้ง 2 รายการมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลและชำระให้จำเลยครบถ้วนแล้ว.

ศาลภาษีอากรกลาง/ย่อ

ปรับปรุงล่าสุด: 12-02-2021