เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่8826/2549 
นาย สุชาติ วรวิทย์จรุงวัฒน์โจทก์

กรมสรรพากร

จำเลย
เรื่อง ภาษีธุรกิจเฉพาะ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6)

พระราชกฤษฎีกาออกตามความในในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2537 แสดงรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 24,972,500 บาท และชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษี ส่วนท้องถิ่น 824,092.50 บาท หลังจากชำระภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ได้ให้นายวีรวุธ งามจิตวิริยะ ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งพบว่ายังชำระภาษีไม่ครบ จึงยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มเติมสำหรับเดือนภาษีเดียวกัน โดยแสดงรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,211,400 บาท และชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 42,574 บาท รวมรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เดือนภาษีพฤศจิกายน 2537 จำนวน 26,183,900 บาท ภาษี 866,666.50 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนพฤศจิกายน 2537 ให้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 74750 ตำบลศาลาธรรมสพน์ อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มารวมเป็นเงิน 189,024 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์ได้นำรายรับดังกล่าวไปชำระภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วตามแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2537 แต่ไม่สามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับการขายที่ดินมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินได้ เนื่องระยะเวลาผ่านไปนานถึง 9 ปี หากโจทก์ เสียภาษีผิดพลาดจำเลยสามารถตรวจสอบจากกรมที่ดินได้ ประกอบกับลูกจ้างซึ่งเก็บรักษาเอกสารได้ลาออกไป ทั้งโจทก์เคยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะหายไป นอกจากนั้นโจทก์ได้กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรผิดหากเจ้าพนักงานตรวจสอบจากชื่อและนามสกุลก็สามารถทราบได้ว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของโจทก์ที่แท้จริงคือเลขใด แต่จำเลยไม่ตรวจสอบจนกระทั่งออกเลขประจำตัวใหม่ให้โจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

ประเด็นมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลเห็นว่าการที่โจทก์อ้างว่า ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะครบถ้วนแล้ว คงมีแต่นาย วีรวุธ งามจิตวิริยะ ผู้ให้คำแนะนำโจทก์ในการเสียภาษีเกี่ยวกับการขายอสังหาริมทรัพย์มาเบิกความลอยๆ ว่า โจทก์ชำระภาษีจากการขายที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยรวมอยู่ในยอดรายรับจำนวนประมาณ 26,000,000บาท ที่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษีจำนวนประมาณ 866,000 บาทไปแล้ว โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน เช่น หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินของที่ดินทุกแปลงที่โจทก์ขาย ในเดือนพฤศจิกายน 2537 เพื่อแสดงให้เห็นว่ายอดรายรับจากการขายที่ดินทุกแปลงรวมทั้ง แปลงดังกล่าวเท่ากับ 26,183,900 บาท หากโจทก์ไม่ได้เก็บรักษาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวไว้โจทก์ก็สามารถ ที่จะขอถ่ายเอกสารจากสำนักงานที่ดินหรือขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกมาได้ แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างแปลง ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรอยู่แล้ว แต่จำเลยออกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรให้ใหม่และประเมินให้โจทก์ชำระภาษี ตามเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรใหม่ก็ไม่ทำให้การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะ ทั้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเดิมและใหม่ต่างก็เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของโจทก์ และการประเมินก็ระบุชื่อและนามสกุลถูกต้องไม่ผิดคนแต่อย่างใด.

ศาลภาษีอากรกลาง/ย่อ

 

ปรับปรุงล่าสุด: 12-02-2021