เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่10341/2550 
บริษัท อีซูซุกาญจนบุรี จำกัด โจทก์

กรมสรรพากร กับพวกรวม 2 คน

จำเลย
ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 2
เรื่อง การประเมิน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ มาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 65 ตรี (9) และ (18)

อุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์ลงบัญชีราคาขายรถยนต์ไว้ไม่ครบถ้วนตรงกับความเป็นจริงและขายรถยนต์ต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่นั้น เห็นว่า ค่าอุปกรณ์สำหรับดัดแปลงต่อเติมรถยนต์ตามใบเสร็จรับเงินชั่วคราวและใบสั่งของชั่วคราวที่ผู้ซื้อรถยนต์มอบให้แก่เจ้าพนักงานประเมินนั้นออกในนามของบริษัทโจทก์พร้อมกับใบเสร็จรับเงินราคารถยนต์ แม้โจทก์จะนำสืบว่า เหตุที่ต้องทำใบเสร็จรับเงินชั่วคราวมอบให้แก่ลูกค้าในนามของโจทก์ก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าว่าโจทก์ ยังรับผิดชอบในกรณีที่พนักงานของโจทก์ยักยอกเงินดัดแปลงต่อเติมไปนั้น ก็ขัดต่อเหตุผลเพราะบริษัท ผู้รับจ้างดัดแปลงต่อเติมก็สามารถออกใบเสร็จรับเงินและรับผิดชอบต่อลูกค้าโดยตรงได้ ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะต้องเสี่ยงรับผิดชอบแทนเช่นนั้น อีกทั้งนายสมพงษ์ยังเบิกความรับว่าในส่วนการขายรถยนต์ที่ ต่อเติมในราคาต่ำกว่าทุนนั้นค่าดัดแปลงต่อเติมเป็นเงินทุนของโจทก์เองไม่ใช่ของลูกค้า จึงเชื่อว่า ค่าดัดแปลงต่อเติมรถยนต์เป็นรายได้ของโจทก์ที่รวมอยู่ในราคาขาย การที่โจทก์ไม่นำค่าดัดแปลงตกแต่งรถยนต์มาลงบัญชีรวมกับราคารถยนต์ จึงเป็นการลงบัญชีราคาขายรถยนต์ไม่ครบถ้วนตรงกับความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินขอให้โจทก์ส่งสำเนาใบเสร็จรับเงินมาให้ตรวจสอบแล้ว แต่โจทก์อ้างว่าไม่ได้เก็บหลักฐานไว้เพราะเห็นว่าไม่ใช่เอกสารสำคัญ ที่เจ้าพนักงานประเมินนำราคาที่ขาดไปมาคำนวณเป็นรายได้ของโจทก์จึงชอบแล้ว

ส่วนกรณีที่โจทก์ขายรถยนต์บางคันในราคาที่ต่ำกว่าราคาทุนโดยอ้างว่าภาวะเศรษฐกิจของโจทก์ไม่คล่องตัวต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจำนวนมากและมีสินค้าคงเหลือจำนวนมากจึงจำเป็นต้องเร่งรัดขายรถยนต์ โจทก์ขายรถยนต์ในราคาขาดทุนเพียงร้อยละ 3 ของจำนวนรถยนต์ที่สั่งซื้อเพื่อหาเงินสดมาหมุนเวียนชำระดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีซึ่งมีอัตราสูงกว่ายอดการขาดทุน จึงเป็นการขายรถยนต์ขาดทุนที่มีเหตุอันสมควรนั้น เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการเพื่อแสวงหากำไรโดยกู้ยืมเงินมาลงทุน ตอนที่โจทก์ขายรถยนต์ไปในราคาต่ำกว่าทุนโดยไม่ปรากฏว่าราคาของรถยนต์ในขณะนั้นลดลงและโจทก์ก็ไม่ได้ประสบกับการขาดทุน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องขายรถยนต์ในราคาที่ขาดทุน อีกทั้งโจทก์ก็ไม่สามารถชี้แจงเหตุผล การขายขาดทุนแก่เจ้าพนักงานประเมินได้ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์ขายรถยนต์ต่ำกว่าราคาทุนโดยมีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินนำเอาผลขาดทุนจากการขายมาคำนวณเป็นยอดขายเพิ่มขึ้นจึงชอบแล้ว

อุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองและข้อสามมีว่า ค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 5,621,000 บาท เป็นรายจ่ายที่โจทก์สามารถนำไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ได้หรือไม่ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์หักรายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายได้เพียง 1,770,000 บาท ส่วนอีก 3,851,000 บาท ไม่หักให้อ้างว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) และ ( 18 ) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากรเฉพาะประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้และผู้ต้องเสียภาษีอุทธรณ์เท่านั้น จะไปตั้งประเด็นใหม่นอกเหนือไปจากประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหาได้ไม่ เมื่อ เจ้าพนักงานประเมินแจ้งว่ารายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 5,621,000 บาท เป็นรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วให้หักเป็นรายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 1,770,000 บาท ส่วนที่เหลือไม่ให้หักโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ จึงต้องห้ามมิให้นำมาหักตามมาตรา 65 ตรี ( 9 ) และ (18) คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่า รายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 5,621,000 บาท ของโจทก์มิใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ แต่การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้หักเป็นรายจ่ายได้เพียง 1,770,000 บาท ส่วนอีก 3,851,000 บาท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ให้นำมาหักโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ จึงต้องห้ามมิให้นำมาหักนั้น เกิดจากการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เรียกพนักงานผู้มีรายชื่อตามที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ได้รับเงินค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายมาไต่สวน โดยไม่มีประเด็นเหล่านี้ในชั้นเจ้าพนักงานประเมิน การพิจารณาดังกล่าวของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นเรื่องใหม่ที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้ตั้งประเด็นไว้ใน ชั้นไต่สวนเพื่อทำการประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 32 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีโอกาสชี้แจงแสดงพยานหลักฐานและอุทธรณ์โต้แย้งตามลำดับขั้นตอนได้ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กลับไต่สวนเสียเองในประเด็นอื่นที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้มีคำสั่งไว้ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่า ค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 5 ,621,000 บาท มิใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น โจทก์จึงมีสิทธินำรายจ่ายทั้งจำนวนดังกล่าวมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ได้

อุทธรณ์ของโจทก์ข้อสี่มีว่า สมควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งเบี้ยปรับของโจทก์ที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 คงมีอยู่ตามคำวินิจฉัยในอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกเท่านั้น และได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ลงบัญชีราคาขายรถยนต์ไม่ครบถ้วนและขายรถยนต์ต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่มีเหตุอันสมควร เห็นได้ว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์

อุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมการค้ำประกันหนี้ค่าภาษีที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคารผู้ค้ำประกันหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งมา แม้โจทก์จะได้อุทธรณ์การประเมินก็ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีตามมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมิน ไปก่อน หากผลที่สุดโจทก์ไม่ต้องชำระหรือชำระน้อยกว่าที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ โจทก์มีสิทธิ ได้คืนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร การที่โจทก์เลือกที่จะนำหนังสือรับรองของธนาคารมาค้ำประกันหนี้ค่าภาษีของโจทก์โดยโจทก์ต้องเสียคาธรรมเนียมให้แก่ธนาคาร ผู้ค้ำประกันร้อยละ 1.7 ต่อปี จึงเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์เลือกวิธีดังกล่าวเอง โจทก์จึงต้องรับภาระดังกล่าวไป

 

ปรับปรุงล่าสุด: 12-02-2021