เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่2099/2553 
กรมศุลกากร ที่ 1โจทก์
กรมสรรพากร ที่ 2 
กรมสรรสามิต ที่ 3 
บริษัท เค เค คอลเลคชั่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดจำเลย
เรื่อง งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต
กฎหมายที่เกี่ยวข้องมาตรา 86 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527

การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ได้รับแจ้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ มีสิทธิคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และมาตรา 96 วรรคสอง บัญญัติว่า การฟ้องคดีเกี่ยวกับการประเมินภาษีตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 86 และมาตรา 89 แล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากที่จำเลยได้รับแจ้งการประเมินในคดีนี้แล้ว จำเลยมิได้คัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แสดงว่าจำเลยพอใจการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในแต่ละรายการแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องร้องหรือให้การต่อสู้ในศาลเพื่อขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้การที่ศาลภาษีอากรกลางยกปัญหาดังกล่าวขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตตามการประเมินที่ยุติไปแล้วจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามในข้อที่ว่า จำเลยได้สละข้อต่อสู้ตามคำให้การเกี่ยวกับเงินเพิ่มทั้งหมดแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่ศาลจะพิจารณาว่าควรงดหรือลดให้ได้หรือไม่ และกรณีมีเหตุที่จะงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตให้แก่จำเลยหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีในส่วนนี้เปลี่ยนแปลง
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประกาศสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสามจำนวนเท่าใด เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตตามการประเมินด้วย แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเพื่อมหาดไทยตามการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากในการจัดเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยตามพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 นั้นไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดย มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2527 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต เสียภาษีเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าหรือบริการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 10 ของภาษี และมาตรา 139 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พงศ.2727 บัญญัติว่า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินภาษี การคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยในกรณีนี้จึงต้องคำนวณในอัตราร้อยละ10ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระมิใช่คำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยจากภาษีสรรพสามิตแล้วเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยจากต้อนเงินภาษีเพื่อมหาดไทยที่คำนวณได้ดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พงศ.2528 มาตรา 17 และ 29 จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิต 54,199 บาท เบี้ยปรับ 10,840 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,173 บาท และเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม แต่เงินเพิ่มดังกล่าวมิให้เกินกว่าจำนวนภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ กับให้จำเลยชำระภาษีเพิ่มมหาดไทยอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสมิตที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ปรับปรุงล่าสุด: 13-02-2021