เมนูปิด

คำพิพากษาฎีกาที่12209/2555 
นายประยูร รุจิเมทินีกุลโจทก์
กรมสรรพากรจำเลย
เรื่อง อำนาจการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมิน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องประมวลรัษฎากร มาตรา 19 มาตรา 40 (8) มาตรา 49 มาตรา 57 ตรี
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225
บทบัญญัติตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการให้ดุลพินิจแก่เจ้าพนักงานประเมินที่จะพิจารณาว่า ข้อเท็จจริงตามที่ดำเนินการตรวจสอบไต่สวนจากเอกสารหรือพยานหลักฐานอื่น ๆ เพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วหรือไม่ เมื่อเจ้าพนักงานฯมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่โจทก์ หากโจทก์เห็นว่ายังมีพยานหลักฐานหรือเอกสารของโจทก์ที่เจ้าพนักงานฯ ไม่ได้ตรวจสอบและสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าการเสียภาษีของโจทก์ ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วก็ชอบที่โจทก์จะนำมาแสดงในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือนำสืบในชั้นศาลได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ตรวจสอบใบสำคัญจ่ายของโจทก์จึงไม่ทำให้การไต่สวนไม่ชอบตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร และปัญหาว่าเจ้าพนักงานฯ ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการโดยมิได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ขยายเวลาออกหมายเรียก เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายและมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อโจทก์มิได้กล่าวอ้างไว้ในคำฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พงศ.2528 ประกอบมาตรา 225 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
การที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่า การที่จำเลยออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ก็โดยอาศัยมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นการประเมินโดยกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิมิใช่การออกหมายเรียกในมูลเหตุตามมาตรา 19 ว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์เสียภาษีไม่ถูกต้อง เป็นการตรวจสอบภาษีตามมาตรา 49 โดยไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจกระทำได้ แต่ศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถาน และโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งการกำหนดประเด็นพิพาท ถือว่าโจทก์สละประเด็นข้อพาทในข้อนี้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พงศ.2528 ประกอบมาตรา 225 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ในส่วนเงินได้ของโจทก์เมื่อโจทก์อ้างข้อเท็จจริงว่าเป็นเพียงนายหน้าแตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติในกิจการของโจทก์ที่มีลักษณะไม่ต่างจากซื้อมาขายไปโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบพิสูจน์ให้ได้ความว่าโจทก์ได้รับค่าตอบแทนเป็นค่านายหน้าตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ซึ่งไม่มีพยานปากใดยืนยันว่าโจทก์ได้รับค่าตอบแทนจากกิจการของโจทก์เป็นค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 2 ถึงร้อยละ 3 จึงต้องรับฟังว่าโจทก์และภริยาประกอบธุรกิจสัตว์น้ำในลักษณะซื้อมาขายไปและรายการฝาก-ถอนเงินตามบัญชีธนาคาร ที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาประเมินภาษีในปีที่พิพาทเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการสัตว์น้ำและถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (8) และมาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว
ในส่วนเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เมื่อโจทก์มีรายได้จากการประกอบธุรกิจค้าขายสัตว์น้ำแล้วไม่นำเงินได้ทั้งหมดมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลาหลายปีภาษีแต่กลับโต้แย้งมาตลอดว่าโจทก์ประกอบธุรกิจเป็นเพียงนายหน้า จึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

ปรับปรุงล่าสุด: 14-02-2021