เมนูปิด

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 21)
กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรสำหรับตราสาร 28.(ข)
แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์
------------------------------------

                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 และมาตรา 103 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 และมาตรา 123 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2493 อธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดอากรแสตมป์สำหรับตราสาร 28. (ข) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ดังต่อไปนี้

                        ข้อ 1 ให้ผู้ออกใบรับสำหรับการโอนหรือก่อตั้งสิทธิใด ๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเมื่อนิติกรรมที่เป็นเหตุให้ออกใบรับนั้นมีการจดทะเบียนตามกฎหมายเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินตามมาตรา 103 (3) แห่งประมวลรัษฎากรแทนการปิดแสตมป์บริบูรณ์ สำหรับตราสารตามลักษณะแห่งตราสาร 28.(ข) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรดังนี้
                               “(1) ในกรณีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินให้ชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น ๆ ก่อน หรือในวันที่มีการรับจดทะเบียนดังกล่าว และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวนำเงินค่าอากรแสตมป์ที่ได้รับชำระไว้นั้น ส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบของทางราชการ ”
                                           ตราสารดังกล่าวถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้มีการบันทึกข้อความไว้ในตราสารนั้นว่า “ได้ชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน................บาท แล้ว ตามใบเสร็จรับเงิน เล่มที่....เลขที่............ลงวันที่............” แล้วลงลายมือชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์และวันเดือนปีที่บันทึกข้อความดังกล่าว
                               “(2) ในกรณีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสังกัดกรุงเทพมหานคร ให้ชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินต่อสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่ก่อนหรือในวันที่มีการรับจดทะเบียนดังกล่าวตามระเบียบของกรมสรรพากร”
( แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 43) ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป )
                               “(3) ในกรณีขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ให้ชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่ได้ขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้น และให้เจ้าพนักงานดังกล่าวนำเงินค่าอากรแสตมป์ที่ได้รับชำระส่งสรรพากร พื้นที่สาขาในเขตท้องที่เดือนละ 2 งวด คือ
                                     (ก) งวดแรก ค่าอากรที่ได้รับเป็นตัวเงินตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 15 ของเดือน ให้นำส่งภายในวันที่ 30 ของเดือนเดียวกัน
                                     (ข) งวดที่สอง ค่าอากรที่ได้รับเป็นตัวเงินตั้งแต่วันที่ 16 ถึงวันสุดท้ายของเดือน ให้นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป”
( แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 52) ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป )
                                           “เมื่อสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่นั้นได้รับชำระเงินค่าอากรแสตมป์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ออกใบสลักหลังตราสาร (อ.ส.5) แก่ผู้นำส่งเงินไว้เป็นหลักฐานเพื่อรวมไว้ในสำนวนแต่ละคดี”
( แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 43) ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป )
                                           ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใช้หนังสือของศาลซึ่งมีรายละเอียดแสดงว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนั้น “ได้ชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน...บาท ไว้แล้วตามใบสลักหลังตราสาร (อ.ส.5) เลขที่....ลงวันที่....” ที่มีถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นหลักฐานแสดงการชำระค่าอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในกรณีดังกล่าวด้วย”

                        ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2525

พนัส สิมะเสถียร
อธิบดีกรมสรรพากร

ปรับปรุงล่าสุด: 20-08-2014