| เลขที่หนังสือ | : กค 0702/3615 |
| วันที่ | : 1 กรกฎาคม 2569 |
| เรื่อง | : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขายทรัพย์มรดก หรือทรัพย์สินที่สะสมไว้ |
| ข้อกฎหมาย | : มาตรา 40 (8) มาตรา 42 (9) มาตรา 56 มาตรา 56 ทวิ มาตรา 91/2 (6) มาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 4 (6) (ข) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 |
| ข้อหารือ | : กรณีบุคคลธรรมดาได้รับมรดกจากบิดาหรือมารดาเป็นทรัพย์สินแล้วต่อมาได้ขายทรัพย์สินดังกล่าว และกรณีบุคคลธรรมดาขายทรัพย์สินที่สะสมไว้ ทั้งสองกรณีมีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร ภายในอายุความใด พร้อมรายละเอียดหลักเกณฑ์ ข้อกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง |
| แนววินิจฉัย | : 1. กรณีการขายทรัพย์สินอันเป็นมรดก มีประเด็นที่ต้องพิจารณา ดังนี้ 1.1 กรณีการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์มรดก ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในระหว่างปีภาษี ตามมาตรา 56 และมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อนึ่ง การขายอสังริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดกดังกล่าว ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 4 (6) (ข) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 แต่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามลักษณะแห่งตราสาร 28 (ข) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ทั้งนี้ ตามมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร 1.2 กรณีการขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์มรดก เงินได้ที่ได้รับจากการขายดังกล่าว เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (9) แห่งประมวลรัษฎากร 2. กรณีขายทรัพย์สินที่สะสมไว้ มีประเด็นที่ต้องพิจารณา ดังนี้ 2.1 กรณีการขายอสังหาริมทรัพย์ที่สะสมไว้ หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้ มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีเงินได้ มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และยื่นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 56 และมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อนึ่ง หากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว เป็นการขายภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ย่อมถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าว มีหน้ายื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยพนักงานเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเพื่อกรมสรรพากร ตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร 2.2 กรณีการขายสังหาริมทรัพย์ที่สะสมไว้ หากเป็นสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้ มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มี ระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปหรือแพ เงินได้จากการขายทรัพย์สินดังกล่าว ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42 (9) แห่งประมวลรัษฎากร อนึ่ง หากทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือ หากำไร เงินได้จากการขายทรัพย์สินดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีเงินได้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และยื่นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 56 และมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ในการพิจารณา 1. และ 2. ดังกล่าว เป็นการพิจารณาตามความในประมวลรัษฎากรเท่านั้น |