เมนูปิด

เลขที่หนังสือ: กค 0811/02286
วันที่: 11 มีนาคม 2542
เรื่อง: ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้ที่นายจ้างให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้รับในปีภาษีถัดไป
ข้อกฎหมาย: มาตรา 3 อัฏฐ, มาตรา 48, มาตรา 50, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ
ข้อหารือ: นาย ก เป็นพนักงาน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ข จำกัด เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540
บริษัทฯ ได้เลิกจ้างพนักงานทั้งหมดของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป โดยได้จ่าย
เงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงานให้กับพนักงานทุกคนภายในปี 2540 โดยครบถ้วน การ
เลิกจ้างดังกล่าวจึงมีผลให้เป็นการสิ้นสุดสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานด้วย บริษัทเงินทุน
หลักทรัพย์ ข จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนดังกล่าวจึงดำเนินการเลิกกองทุนเพื่อนำเงินจ่ายคืนให้กับ
พนักงานที่เป็นสมาชิกทุกคน แต่การดำเนินการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2540
อันเป็นปีที่เลิกจ้างได้ทัน การดำเนินการคืนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงานทั้งหมดดำเนินการ
แล้วเสร็จในวันที่ 15 มกราคม 2541 มีผลให้ผู้มีเงินได้ที่มีอายุงานเกินกว่า 5 ปี ไม่สามารถนำ
เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้รับไปรวมกับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่ได้รับแล้วในปี 2540 โดย
ถือเป็นเงินได้เนื่องจากออกจากงานในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2540
ซึ่งมีวิธีคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้เนื่องจากออกจากงานตามวิธีเฉพาะสำหรับผู้มีอายุงานเกิน 5 ปี
ได้
จึงพิจารณาอนุมัตินำเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2541
เป็นเงินได้เนื่องจากออกจากงานและเป็นเงินได้ของปีภาษี 2540 โดยให้ยื่นเพิ่มเติมแบบแสดงรายการ
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2540 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2542 นี้ และของดและลดเบี้ยปรับ
เงินเพิ่มทั้งหมดหรือบางส่วน การที่ได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ทันในปีที่ถูกเลิกจ้างนั้น สาเหตุ
เนื่องจากการเลิกกองทุนฯ มีขั้นตอนการดำเนินการต้องปฏิบัติตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งผู้บริหาร
กองทุนก็เป็นนิติบุคคลอื่นซึ่งมิใช่นายจ้าง ต้องดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินของกองทุนเพื่อจำหน่ายและ
ไถ่ถอนเงินจากหลักทรัพย์ที่กองทุนได้ลงทุนไว้เพื่อนำเงินทั้งหมดมาเฉลี่ยจ่ายคืนพนักงานที่เป็นสมาชิก
ทั้งหมด การล่าช้าจึงไม่ได้เกิดจากความผิดของพนักงานผู้มีเงินได้ หากต้องนำเงินได้จาก
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้รับนี้รวมคำนวณเป็นเงินได้ของปีภาษี 2541 ก็จะทำให้พนักงานที่ได้ทำงานเกิน
5 ปี ต้องรับภาระภาษีมากขึ้นเพราะไม่สามารถคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามวิธีเฉพาะของเงินได้เนื่องจาก
ออกจากงานได้ ทำให้มีความเดือดร้อนในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
แนววินิจฉัย: เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งพนักงานหรือลูกจ้างได้รับโดย
มีสิทธิเลือกที่จะนำไปรวมกับเงินได้อื่นที่ได้รับในปีภาษีนั้นหรือไม่ก็ได้ ตามมาตรา 48 (5) แห่ง
ประมวลรัษฎากร โดยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเป็นกรณีพิเศษตามมาตรา 50 (1) วรรคสามและวรรคสี่ แห่ง
ประมวลรัษฎากร ประกอบกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับ
เรื่องภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2535 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่พนักงานหรือ
ลูกจ้างได้รับเงินได้เนื่องจากการออกจากงานไม่ว่าจะได้รับเงินได้ดังกล่าว ประเภทเดียวหรือหลาย
ประเภท เงินได้เฉพาะจำนวนที่ได้รับในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้นั้นจริงเท่านั้นที่มีสิทธิเลือกตาม
มาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้จำนวนต่อมาที่จ่ายให้พนักงานต่างปีภาษีหรือปีภาษีถัดไป
โดยมิใช่ปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ พนักงานหรือลูกจ้างไม่มีสิทธิเลือกตามมาตรา 48 (5) แห่ง
ประมวลรัษฎากร โดยต้องคำนวณหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 40 แต่ต้องไม่เกิน 60,000
บาท
กรณีตามข้อเท็จจริง นาย ก ออกจากงานในวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ในการออกจากงาน
ครั้งนี้นาย ก ได้รับเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน 2 ประเภทคือ
1. เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำนวน 249,742 บาท ได้รับในวันที่ 25
พฤศจิกายน 2540 โดยหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ระบุลงวันที่ 31 ธันวาคม 2540
2. เงินที่จ่ายจากกองทุน ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำนวน
378,361.87 บาท ได้รับในวันที่ 15 มกราคม 2541 โดยหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
ระบุลงวันที่ 15 มกราคม 2541
ในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2540 นาย
ก ได้นำเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน จำนวน 249,742 บาท ซึ่งเป็น
เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำนวนนี้เพียงจำนวนเดียวที่ได้รับในปีภาษี 2540 (ปีภาษีแรกที่มีการ
จ่ายเงินได้) มาเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ถือเป็นการเลือกคำนวณภาษี
โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ส่วนเงินได้ที่นาย ก ได้รับ เนื่องจากออกจากงานอีกจำนวนหนึ่งคือ เงิน
ที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 378,361.87 บาท ที่ นาย ก ได้รับ
ในปีภาษี 2541 ซึ่งเป็นปีภาษีถัดไป เงินจำนวนนี้ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะ
เหตุออกจากงาน ฉะนั้น ในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี
2541 นาย ก จะใช้สิทธิเลือกเสียตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรอีกไม่ได้ โดยมีสิทธิหัก
ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตราร้อยละ 40 แต่ต้องไม่เกิน 60,000 บาท ตามมาตรา 48 (1) แห่ง
ประมวลรัษฎากร
สำหรับประเด็นที่ขอให้อนุมัติให้ถือว่าเงินได้ที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้รับในปี
2541 เป็นเงินได้ของปี 2540 นั้น ไม่อาจอนุมัติให้ได้ เนื่องจากไม่มีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถปฏิบัติตาม
กำหนดเวลาได้ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร กรณีงดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่ม จึงไม่มี
ประเด็นที่จะต้องพิจารณา
เลขตู้: 62/27631

 


 

ปรับปรุงล่าสุด: 22-05-2020