เมนูปิด

เลขที่หนังสือ: กค 0811/04265
วันที่: 7 พฤษภาคม 2542
เรื่อง: ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการโอนและรับโอนหุ้น
ข้อกฎหมาย: มาตรา 40, มาตรา 65 ทวิ, มาตรา 66, มาตรา 70, มาตรา 76 ทวิ, พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่
18) พ.ศ. 2505
ข้อหารือ: บริษัท ก จำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายพืชไร่และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง เนื่องจาก
บริษัทฯ ได้มีการลงทุนถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทที่มิได้จดทะเบียนใน
ตลาดหลักทรัพย์ ขอทราบว่า
1. กรณีบริษัทฯ ได้ลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัท A ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายไทย
และเป็นบริษัทที่มิได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในราคามูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนไว้ (Par Value) หุ้นละ
10 บาท ในขณะเดียวกันบริษัท A ก็ได้ไปลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัท B ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตาม
กฎหมายไทยอีกทอดหนึ่ง ในราคามูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนไว้ (Par Value) หุ้นละ 10 บาท ซึ่งขณะลงทุน
บริษัท B เป็นบริษัทที่มิได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่หลังจากมีการลงทุนไปแล้วระยะหนึ่ง บริษัท B
ได้นำหุ้นของตนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในปัจจุบันราคาซื้อขายหุ้นของบริษัท B ใน
ตลาดหลักทรัพย์สูงกว่าราคามูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนไว้ (Par Value) ต่อมาบริษัทฯ มีความประสงค์
จะขายหุ้นของบริษัท A ดังกล่าวให้แก่บริษัทต่างประเทศซึ่งจดทะเบียนในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยหุ้น
ดังกล่าวไม่มีราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป (Public Offering) บริษัทฯ เห็นว่า หากบริษัทฯ ขายหุ้น
ของบริษัท A ไปในราคาไม่ต่ำกว่าราคาทรัพย์สินสุทธิ ซึ่งคำนวณโดยนำทรัพย์สินที่มีอยู่ตามงบดุลในปีที่ผ่าน
มาของบริษัท A ซึ่งผ่านการรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต มาหักด้วยหนี้สินทั้งหมด แล้วนำมาหารด้วย
จำนวนหุ้นที่จดทะเบียนไว้ โดยในงบดุลของบริษัท A ได้แสดงเงินลงทุนในหุ้นของบริษัท B ด้วยราคาทุน
ย่อมถือว่า บริษัทฯ ได้ขายหุ้นดังกล่าวไปในราคาไม่ต่ำกว่าราคาตลาด
2. กรณีบริษัทฯ จะลงทุนโดยการซื้อหุ้นบริษัท B ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
โดยรับซื้อหุ้นดังกล่าวจากบริษัทต่างประเทศซึ่งจดทะเบียนในประเทศเนเธอร์แลนด์ มิได้ประกอบกิจการ
ในประเทศไทยและมิได้มีสถานประกอบการ (Permanent Establishment) ในประเทศไทย ไม่ว่า
ในปัจจุบันและในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาก่อนการจำหน่ายหุ้นในบริษัท B บริษัทต่างประเทศดังกล่าว
เพียงแต่เข้ามาถือหุ้นในบริษัท B ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดย
บริษัทต่างประเทศดังกล่าว และบริษัทฯ มิได้มีความเกี่ยวพันและมิได้มีความสัมพันธ์ในลักษณะที่ปรึกษาหรือ
บริษัทผู้รับทำงานให้ ต่อมาบริษัทต่างประเทศดังกล่าวได้เสนอขายหุ้นในบริษัท B ให้แก่บริษัทฯ เนื่องจาก
เป็นการซื้อขายหุ้นจำนวนมาก บริษัทฯ จึงได้ตกลงที่จะซื้อหุ้นดังกล่าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาด (ราคา
ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นราคาขายให้กับประชาชนทั่วไปในขณะที่ขาย) และหรือต่ำกว่าราคา
มูลค่าหุ้น (Par Value) หรือราคาทุนที่ซื้อมา บริษัทฯ เห็นว่า
2.1 กรณีบริษัทต่างประเทศดังกล่าว มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ได้ขายหุ้นใน
บริษัท B ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้แก่บริษัทฯ การขายหุ้นดังกล่าว
ยังไม่ถือว่าบริษัทต่างประเทศดังกล่าวมีการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้ใน
ประเทศไทยจากกำไรสุทธิดังนั้น หากบริษัทต่างประเทศขายหุ้นให้แก่บริษัทฯ ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด
และ/หรือ ต่ำกว่าราคามูลค่าหุ้น (Par Value) หรือราคาทุนที่ซื้อมา บริษัทต่างประเทศดังกล่าวสามารถ
กระทำได้โดยไม่เป็นการขัดต่อมาตรา 5 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
2.2 หากการขายหุ้นของบริษัทต่างประเทศดังกล่าวมีกำไร (Capital gains) ก็จะ
ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ตามข้อ 14 ของความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่ง
ราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน บริษัทฯ จึง
ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายเงินค่าซื้อหุ้นดังกล่าวแต่ประการใด
2.3 กรณีที่บริษัทฯ รับโอนหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาดตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ใน
ขณะที่รับโอนหุ้นยังไม่ถือว่าบริษัทฯ มีรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ จึงยังไม่ต้องนำมูลค่าหุ้นมา
คำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
แนววินิจฉัย: 1. กรณีบริษัทฯ ได้ขายหุ้นของบริษัท A ซึ่งเป็นหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ให้แก่
บริษัทต่างประเทศซึ่งจดทะเบียนในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยหุ้นดังกล่าวไม่มีราคาขายให้กับประชาชน
ทั่วไปในขณะที่ขาย ดังนั้นหากบริษัทฯ ได้ถือเอามูลค่าหุ้นของบริษัท A ที่ขายโดยกำหนดจากมูลค่าทรัพย์สิน
สุทธิ (มูลค่าทรัพย์สินหักด้วยหนี้สินทั้งหมด) ตาม Book Value ของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนปีที่จะขาย
หารด้วยจำนวนหุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ในแต่ละนิติบุคคลนั้น วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ชอบด้วยเหตุผล
ราคาหุ้นดังกล่าวจึงเป็นราคาที่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
2. ตามข้อ 2.1 กรณีบริษัทจดทะเบียนในประเทศเนเธอร์แลนด์ มิได้ประกอบกิจการใน
ประเทศไทยได้ขายหุ้นในบริษัท B ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้แก่บริษัทฯ กรณียังถือ
ไม่ได้ว่า บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศดังกล่าวประกอบกิจการในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท
ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ
แต่ประการใด ทั้งนี้ ไม่เข้าตามลักษณะตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และ
กรณีที่บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศดังกล่าวได้ขายหุ้นให้แก่บริษัทฯ ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด
เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินมูลค่าหุ้นที่ขายตามราคาตลาดตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่ง
ประมวลรัษฎากร
3. ตามข้อ 2.2 กรณีบริษัทฯ ได้จ่ายเงินค่าหุ้นให้แก่บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศ
เนเธอร์แลนด์ โดยการขายหุ้นดังกล่าวมีผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนตามมาตรา 40
(4) (ช) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แต่
อย่างใด ทั้งนี้ ตามข้อ 14 แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง
ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ใน
ส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนและมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.
2505
4. ตามข้อ 2.3 กรณีบริษัทฯ ได้รับโอนหุ้นดังกล่าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ในขณะที่
รับโอนยังไม่ถือว่ามีรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ จึงยังไม่ต้องนำมูลค่าหุ้นไม่ว่าในราคาทุนหรือ
ราคาตลาดมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่หากต่อไป บริษัทฯ ได้ขายหุ้นดังกล่าวไปในราคา
ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินมูลค่าหุ้นดังกล่าวตาม
ราคาตลาดในวันที่โอน ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
เลขตู้: 62/27808

 


 

ปรับปรุงล่าสุด: 22-05-2020